ความสุขในการทำงานกับพื้นฐานบุคลิกภาพ

13 สค. 56     546

ความมุ่งหมายหนึ่งใน ชีวิตของเราทุกคน คือ การทำงานอย่างมีความสุข แต่สิ่งที่พบเห็นจนชินตา คือภาพคนทำงานที่เคร่งเครียด มีร่องรอยความกังวลอยู่บนใบหน้า คล้ายๆ กับว่า งานเป็นภารกิจหลักๆ ของชีวิต ที่มีน้ำหนักกระทบต่อความรู้สึกของผู้คน ทำให้รู้สึกเหนื่อย รู้สึกว่ามีปัญหาต้องคอยสะสาง วิตกกังวลจนถึงขั้นเครียด และเป็นทุกข์



คำถามคือ...เราจะก้าวข้ามความทุกข์ไปสู่ความสุขได้อย่างไร

ทราบไหมคะ ว่าบุคลิกภาพนั้น เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้คนทำงาน ต้องเผชิญกับความทุกข์หรือความสุขได้

หาก เรารู้จักพื้นฐานของบุคลิกภาพที่ดี และทำให้พื้นฐานเหล่านี้มีอยู่ในตัวเอง เราก็จะบรรลุเป้าหมายในการทำงาน ทั้งผลตอบแทน ความมั่นคง ความก้าวหน้า เกียรติยศ ความสำเร็จ และความสุข

พื้นฐานบุคลิกภาพที่ดี ที่จะมีผลต่อความสุขในการทำงานนั้น มีอะไรบ้าง

เป็นคนมองโลกในแง่ดี

การมีพื้นฐานของการมองโลกในแง่ดี จะทำให้เรามองเห็นความปกติของความวุ่นวาย ความปกติของการทำงานแล้วมีปัญหา และความปกติในความไม่ปกติอื่นๆ อีกมาก

ก็เพราะนี่คือการทำงานร่วมกับคนหมู่มาก มีหลายเรื่องเป็นเรื่องยาก และอีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของเรา ฉะนั้น มันก็ต้องมีปัญหาบ้าง นำความไม่สบายใจหรือความไม่พึงพอใจมาสู่เราบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา

ปัญหามันอยู่ที่ สิ่งที่เราสามารถควบคุมและจัดการได้ต่างหาก เราทำอะไรกับสิ่งเหล่านี้อยู่ ทำอย่างดี อย่างเต็มที่ ทำอย่างถูกต้อง และละเอียดรอบคอบเพียงใด ถ้าเรารับผิดชอบในส่วนของเราเต็มที่แล้ว ก็มาดูว่าปัญหาเกิดในส่วนไหน และจะแก้ไขอย่างไร

คนที่มีพื้นฐานการมองโลกในแง่ดีจะไม่หยุดอยู่กับปัญหา พร่ำบ่น คร่ำครวญ ฟูมฟาย หรือเอาแต่ไล่เบี้ยหาตัวคนผิด เขาจะมองมันเพื่อพิจารณาว่าอะไรทำให้เกิดปัญหา หรือปัญหาเกิดมาจากไหน เพื่อที่จะได้แก้ไขและจบปัญหา พื้นฐานเช่นนี้ทำให้เขาเป็นคนที่มีประสิทธิภาพ น่านับถือ และมีความสุขได้ ท่ามกลางการทำงานที่แม้จะมีปัญหาติดขัดเกิดขึ้นเป็นระยะๆ
เป็นคนที่รู้จักขอโทษและรับกับความผิดพลาดได้

เราไม่ใช่ผู้วิเศษ จึงมีโอกาสที่จะผิดพลาดกันทั้งนั้น แต่ต้องรู้จักยอมรับและขอโทษได้

หลายคนเป็นพวก “ผิดไม่ได้” คนพวกนี้มีความทุกข์มาก เพราะทุกครั้งที่เกิดความผิดพลาดในการทำงานขึ้นมา เขาจะต้องหาวิธีลากตัวเองให้พ้นผิด ผิดไม่ได้ ผิดไม่เป็น จนบางครั้งแก้ตัวข้างๆ คูๆ คนประเภทนี้โอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานมีน้อยมาก หรือหากมีก็มักจะเป็นที่ติฉินนินทาของลูกน้องและเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ

เมื่อ “สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” จะเป็นอะไรไปที่เราจะผิดสักครั้ง แต่ผิดแล้วต้องเรียนรู้ ผิดแล้วต้องรู้สึกผิดแล้วขอโทษ จากนั้นช่วยกันหาวิธีแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำเดิมขึ้นมาได้ เท่านี้เราก็สามารถข้ามปัญหาที่เกิดขึ้นไปสู่เรื่องอื่นๆ ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นก็ต้องจมอยู่กับความผิด การโทษกันไปโทษกันมา และความพยายามที่จะเอาตัวรอดเท่านั้นเอง
ที่มา http://blog.eduzones.com/impression/100286