ดันงบหมื่นล.ก่อนยุบสภา

11 กย. 57     416

  รัฐ-เอกชนหวั่นอายุรัฐบาลหดสั้นกระทบหลายโครงการแบบไร้อนาคต กระทรวงพาณิชย์โอด "ครีเอทีฟ ไทยแลนด์"อาจเดี้ยงเพราะยังขาดงบสนับสนุนอีกกว่า 1.9 หมื่นล้าน ส่วนแผนตั้งศูนย์กระจายสินค้าในยุโรปและอเมริกาเพื่อเพิ่มยอดส่งออกก็มี โอกาสฝันค้าง กระทรวงเกษตรฯดันสุดตัวเร่งคลอดพ.ร.บ.การยางฯเพื่อควบรวม 3 หน่วยงานให้เสร็จก่อนยุบสภา

          จากการที่ประเทศไทยติดหล่มการเมืองมานาน 2 เดือนเต็ม อันเนื่องมาจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงและเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างน้อย 3 ครั้งที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 30 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 1,000 คน จนมีผลให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอแผนปรองดองพร้อมสัญญาจะยุบสภาในเดือนกันยายนเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2553 แผนดังกล่าวหลายฝ่ายเริ่มวิตกกังวลเพราะช่วงเวลาที่เหลืออยู่อีกไม่กี่เดือน ของรัฐบาลยังมีโครงการ แผนงานสำคัญอีกจำนวนมากที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่อาจได้รับผลกระทบจาก สถานการณ์

ครีเอทีฟไทยแลนด์เดี้ยง

          แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่า โครงการเมืองไทย เมืองนักคิดสร้างสรรค์ หรือ "ครีเอทีฟ ไทยแลนด์" ภายใต้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟ อีโคโนมี) ถือเป็นโครงการหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบอย่างมากจากอายุของรัฐบาลที่จะสั้นลง กว่าหนึ่งปี ทั้งนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติงบดำเนินโครงการในปี 2553 เพียง 1,000 ล้านบาท ซึ่งต้องแบ่งให้กับหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

          จากงบประมาณของโครงการที่ได้รับในก้อนแรกที่มีค่อนข้างจำกัด ประกอบกับขณะนี้ในขั้นตอนการเปิดประมูลจัดซื้อจัดจ้างในระบบอี-ออกชันของ โครงการแต่ละสาขา(มี 15สาขา)เพื่อให้ภาคเอกชนเข้ามารับงานในการขับเคลื่อนให้ประสบผลสำเร็จตาม เป้าหมาย ในหลักการและรายละเอียดของร่างเงื่อนไขสัญญา(ทีโออาร์)ที่เขียนโดยผู้บริหาร ของกระทรวงพาณิชย์ก่อนหน้านี้ได้กำหนดสเปกงานไว้ค่อนข้างสูงมาก จนเอกชนปฏิบัติไม่ได้ เช่น กำหนดไว้ 100% แต่สามารถทำได้จริง 60-70% เท่านั้น ขณะที่งบดำเนินการแต่ละโครงการไม่สูงมาก หลัก 10-40 ล้านบาทไม่จูงใจเอกชนเข้าร่วมประมูล ดังนั้นขณะนี้จึงไม่มีใครได้งานดังกล่าว
ขาดงบ 1.9 หมื่นล้าน

          แหล่งข่าวกล่าวว่าจากปัญหาทั้งหมดข้างต้น ทำให้โครงการนี้ยังไม่มีความคืบหน้า แต่สำนักงบประมาณขีดเส้นให้ต้องประมูลจัดซื้อจัดจ้างให้แล้วเสร็จภายในเดือน ตุลาคม ซึ่งค่อนข้างยาก ในเรื่องร่างทีโออาร์นี้คงต้องผ่อนปรนในรายละเอียดให้สามารถปฏิบัติได้ง่าย ขึ้น อย่างไรก็ดีที่สำคัญคืองบประมาณอีกกว่า 19,000 ล้านบาทที่ยังไม่ได้รับอนุมัติ รัฐบาลบอกว่าไม่มีงบพิเศษให้ และก็ไม่ได้ใส่ไว้ในงบประจำของแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้อง แต่ขอให้ไปเจียดเอาจากงบประจำในปีงบประมาณ 2554 ของแต่ละกระทรวง ซึ่งแต่ละกระทรวงก็มีงบค่อนข้างจำกัดอยู่แล้ว

          "หากเป็นอย่างนี้โครงการคงสำเร็จยาก ยิ่งรัฐบาลจะมายุบสภา เลือกตั้งใหม่เร็วกว่ากำหนดอีก เราก็ไม่รู้ว่าอนาคตของโครงการข้างหน้าจะเป็นอย่างไร"แหล่งข่าวกล่าว

          โครงการครีเอทีฟ ไทยแลนด์ ถูกนำเสนอรัฐบาลโดยนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ทำพิธีเปิดโครงการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2552 โดยรัฐบาลประกาศจะให้งบสนับสนุนโครงการวงเงิน 20,130 ล้านบาท เป้าหมายเพื่อผลักดันประเทศไทยเป็นผู้นำเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ของอาเซียน และจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากเศรษฐกิจสร้างสรรค์จาก 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) เพิ่มเป็น 20%ในปี 2555 หรือจากมูลค่าประมาณ 9 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 1.8 ล้านล้านบาท ถือเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของรัฐบาลภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง พ.ศ. 2553-2555

ดี/ซีชิ้นส่วนรถฝันค้าง

          นายสุขใจ เหลืองมีกูล ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย กล่าวว่า จากการที่สมาคมร่วมกับกระทรวงพาณิชย์โดยนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีแผนที่จะผลักดันโครงการจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า(D/C)ชิ้นส่วน อะไหล่ และประดับยนต์ในตลาดสหรัฐอเมริกา และยุโรป โดยจะดึงธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ปล่อยกู้ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทยไปร่วมลงทุนตั้งศูนย์กระจายสินค้า ดังกล่าวเพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ แต่จากอายุรัฐบาลที่เหลืออยู่ หากมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ภายในปีนี้ โครงการดังกล่าวคงเป็นไปได้ยาก และหากเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็ไม่รู้ว่าโครงการจะได้รับการสานต่อหรือไม่

          ขณะเดียวกันจากการที่ภาคเอกชนได้เรียกร้องให้รัฐบาลจัดตั้งศูนย์ทดสอบ มาตรฐานสินค้าอุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์วงเงินลงทุน 5,000 ล้านบาท เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต จากปัจจุบันผู้ประกอบการแต่ละรายต้องส่งสินค้าไปทดสอบมาตรฐานในต่างประเทศทำ ให้มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนสูง โครงการนี้ก็คงยากที่จะแจ้งเกิดในรัฐบาลนี้รวมถึงรัฐบาลหน้าที่ยังไม่รู้ว่า จะผสมกันออกมาอย่างไร

"พรทิวา"เร่งขายข้าวจีทูจี:

          นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าจากการที่กระทรวงพาณิชย์ มีแผนเดินสายโรดโชว์ขายข้าวรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) โดยจะเริ่มนำคณะออกเดินทางประเทศแรกคือสิงคโปร์ วันที่ 16-17 พฤษภาคมนี้ หลังจากนั้นจะเดินทางไปยังประเทศที่ได้วางแผนไว้แล้วตั้งแต่ต้น คือ มาเลเซีย บังกลาเทศ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ลิเบีย กานา อินเดีย สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ มอริเชียส และแอฟริกาใต้ เป็นต้น

          "หากรัฐบาลมีการประกาศยุบสภาจริง โดยหลักการรัฐบาลชุดนี้จะรักษาการไปอย่างน้อย 3 เดือนไม่น่าส่งผลกระทบต่อแผนการขายข้าวในลักษณะจีทูจีแต่อย่างใด ส่วนส่วนพ.ร.บ.ค้าปลีก กำลังรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความอยู่ หากส่งเรื่องกลับมาจะเร่งเข้าสู่รัฐสภาโดยเร็ว"

ดันสุดตัวพ.ร.บ.การยางฯ:

          สำหรับโครงการสำคัญๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโครงการมีโอกาสหยุดชะงักหรือลากยาวออกไป อย่างไม่มีกำหนด เช่นโครงการตั้ง "การยางแห่งประเทศไทย" ซึ่งจะเกิดจากการควบรวมหน่วยงานที่รับผิดชอบยางพารา 3 หน่วยงานได้แก่สถาบันวิจัยยาง สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.)และองค์การสวนยาง ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ยกร่างพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย เพื่อรองรับเรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกา หากคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้วเสร็จส่งมาให้กระทรวงเกษตรฯพิจารณา หลังจากนั้นกระทรวงนำเสนอรัฐสภา วุฒิสภาและครม. เมื่อมีกฎหมายรองรับสามารถตั้งการยางแห่งประเทศไทยได้ แต่ถ้าหากร่างพ.ร.บ.ฯยังไม่ผ่านการพิจารณาตามขั้นตอนดังกล่าว การจัดตั้งการยางฯอาจต้องลากยาวออกไป

          นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งรับผิดชอบโครงการดังกล่าว ระบุว่าการยางแห่งประเทศไทยมีความสำคัญเพราะจะทำให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ เรื่องยางพาราเป็นเอกเทศ จากปัจจุบันมีหน่วยงานดูแลซ้ำซ้อนกัน ในฐานะกำกับหน่วยงานทั้ง 3 ที่จะถูกควบรวมกันนั้น ได้เร่งรัดในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา ยังได้สอบถามเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาช่วยเร่งรัด เพื่อจะได้นำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาและวุฒิสภาต่อไป เพื่อให้องค์กร "การยางแห่งประเทศไทย" เป็นรูปเป็นร่างให้ทันรัฐบาลชุดนี้

          การยางแห่งประเทศไทย ถูกริเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยที่นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ถูกเลื่อนมาด้วยเหตุพลิกผันทางการเมือง
นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปีนี้กระทรวงเกษตรฯได้รับจัดสรรงบประมาณ 78,000 ล้านบาท จากที่เสนอขอไป 140,000 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนที่ได้รับ 54,000 ล้านบาท

อุตสาหกรรมลุ้นตั้ง3สถาบัน

          นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า เรื่องการยุบสภาที่จะส่งผลกระทบต่อโครงการตามงบประมาณปี 2554 นั้นไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่เคยมีเหตุการณ์การยุบสภาทั้งที่เรื่องงบ ประมาณยังค้างคาอยู่ นอกจากกรณีที่เกิดการปฏิวัติรัฐประหารเท่านั้น

          ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมเบื้องต้นได้รับการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2554 อยู่ที่ 6,290 ล้านบาท จากที่ยื่นคำขอไป 21,131.89 ล้านบาท โดยจะมีการของบเพิ่มอีกประมาณ 6,135 ล้านบาท เพื่อเสนอโครงการจัดตั้งสถาบันอิสระเพิ่มขึ้นอีก 3 แห่ง คือ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้าง สถาบันพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางและสถาบันพลาสติก และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำในไร่อ้อย

          "เรื่องเสนอของบประมาณเพิ่มเติม ก็ขอไปตามขั้นตอน แต่ความหวังที่จะได้ก็ริบหรี่อยู่แล้ว เพราะเขาสายตาสั้น มองไม่เห็นว่ากระทรวงอุตสาหกรรมเป็นกระทรวงที่สร้างรายได้มหาศาลมากกว่า ทุกกระทรวง"

ไอซีทีดันงบ 3จี

          ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที เปิดเผยว่า กระทรวงไอซีที จะพยายามผลักดันโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อขยายเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมีการปรับลดวงเงินจาก 29,000 ล้านบาทเหลือเพียง 20,000 ล้านบาท หลังจาก บมจ.ทีโอที ปรับแผนธุรกิจให้แล้วเสร็จภายในเร็ว ๆ นี้ ถัดจากนั้นจะรายงานแผนธุรกิจต่อคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)และคาดว่าจะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจในปลายเดือนพฤษภาคมนี้

          อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ครม.ได้อนุมัติให้ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ซื้อกิจการจาก บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย จำกัด หรือ ฮัทช์ ในวงเงิน 7,500 ล้านบาท และ โครงการเคเบิลใยแก้วนำแสงไฟเบอร์ออพติก (FTTX) มูลค่า 6,800 ล้านบาท

กรอบงบประมาณ54

          ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมาได้พิจารณาเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 วงเงิน 2.07 ล้านล้านบาท ก่อนที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวาระ 1 ช่วงวันที่ 24-26 พฤษภาคม (วาระ 2-3 เดิมกำหนดระหว่างวันที่ 18-19 สิงหาคม )ทั้งนี้คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาประมาณวันที่ 6 กันยายน

          โครงสร้างกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2554 กำหนดที่วงเงิน 2.07 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2553 จำนวน 370,000 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 21.8% ซึ่งงบดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) แบ่งเป็นงบรายจ่ายประจำ 1.663 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี 53 ประมาณ 15.9% โดยรายจ่ายประจำดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 80.3% ของเงินงบประมาณ เป็นงบรายจ่ายลงทุนวงเงิน 344,495.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 60.7% จากงบปีก่อน และคิดเป็น 16.6% ของวงเงินงบประมาณ ขณะที่งบรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้อยู่ที่ 32,554.6 ล้านบาทลดลง 36.1% จากงบปี 53 และยังได้จัดสรรรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 30,346.1 ล้านบาท เป็นสัดส่วน 1.5% ของงบประมาณ ขณะที่ประมาณรายได้กำหนดไว้ที่ 1.65 ล้านล้านบาทเพิ่มขึ้น 8.4% จากงบประมาณปี 53 ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้ 1.52 ล้านล้านบาท และเป็นเงินกู้จำนวน 420,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 20%

ที่มา http://guru.thaibizcenter.com/articledetail.asp?kid=7570