เศรษฐกิจไทยหลังน้ำท่วม - สภาพปัญหาเศรษฐกิจไทยหลังน้ำท่วม " สรุปภาวะเศรษฐกิจไทยหลังน้ำท่วม "

5 เมย. 55     773

 

เศรษฐกิจไทยหลังน้ำท่วม  - สภาพปัญหาเศรษฐกิจไทยหลังน้ำท่วม  " สรุปภาวะเศรษฐกิจไทยหลังน้ำท่วม "

 

 

"ความสูญเสียจากปัญหาน้ำท่วมครั้งใหม่ปี 2554 ตามที่ธนาคารโลกประเมินเบื้องต้น เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบราว 1.357 ล้านล้านบาท คิดเป็นความเสียหายทางทรัพย์สิน 640,000 ล้านบาท ค่าสูญเสียโอกาส 710,000 ล้านบาท ส่งผลให้ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจไทยเหลือ 2.4% จากเดิมคาดโต 3.6% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าจะเติบโตจะอยู่ที่ 1.8% เดิมคาดไว้ที่ 2.6%"
----------------------------------------------------------------------

    ผลพวงจาก มหาอุทกภัย ที่เกิดขึ้นช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ได้สร้างความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนในกว่า 30 จังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ถูกจัดเป็น "ไข่แดง" ทางด้านเศรษฐกิจ
    รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ "ล้มเหลว" ไม่เป็นท่าในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม "แก้เกี้ยว" ด้วยการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 พ.ย.2554
    ชุดแรก คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) ทำหน้าที่เสนอแนะกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวทั้งในภาคเศรษฐกิจ สังคมระบบกายภาพผังเมือง โครงสร้างพื้นฐานน้ำ และกฎหมายก่อนกำหนดกรอบวงเงิน โดยมี นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน
    อีกชุดคือ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ทำหน้าที่กำหนดแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำและกรอบการลงทุน มี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และมี นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นที่ปรึกษา
    โดยคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดจะต้องทำงานควบคู่กันไป
    ความคืบหน้า นายวีรพงษ์ได้ให้มีการจัดตั้งสำนักงานยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้าง อนาคตประเทศ (สยน.) อยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปฏิบัติงานด้านการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศโดยเฉพาะ และยังได้กำหนดกรอบการทำงาน มีเป้าหมายระยะสั้น สร้างความมั่นใจให้กับประชาชน นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศว่า ในปลายฤดูฝนปี 2555 จะต้องมีการจัดการบริหารน้ำ หรือการลงทุนเพิ่มเติมในเวลาที่มีอยู่จำกัด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ไม่ให้เกิดอุทกภัยหนักหนาสาหัสดังเช่นปีนี้
    ด้านนายกิตติรัตน์ คาดว่า เมื่อร่างแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำแล้วเสร็จ จากนั้นจะร่างกฎหมายเพื่อจัดทำกรอบวงเงินงบประมาณตามแผน
    เบื้องต้น แผนการบริหารจัดการน้ำในระยะเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำของประเทศที่ อาจจะเกิดขึ้นในฤดูฝนหน้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ฟื้นความเชื่อถือ สร้างความมั่นใจให้ประชาชน เกษตรกร ภาคธุรกิจ และนักลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนสร้างความมั่นคงของประเทศจากวิกฤติอุทกภัย
    โดยมีหลักการ 1.ลดระดับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากน้ำท่วมปี 2554 กรณีที่ปริมาณน้ำปี 2555 มีปริมาณมาก จะต้องไม่เกิดปัญหาอุทกภัยเช่นในปี 2554 และหากเกิดปัญหาอุทกภัยจะต้องลดผลกระทบจากอุทกภัยต่อเศรษฐกิจและสังคมให้ น้อยที่สุด
    2.ปรับปรุงการบริหารจัดการเขื่อนหลัก โดยบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำสำคัญๆ จะพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งด้านการชลประทาน การป้องกัน และบรรเทาอุทกภัย
    3.ปรับปรุงอาคารบังคับน้ำชลประทาน คันกั้นน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้สามารถป้องกันน้ำท่วม และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เพื่อให้สามารถจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้
    4.ชดเชยให้กับพื้นที่รับน้ำเกษตรกรรม การผันน้ำเข้าพื้นที่เกษตรกรรมในกรณีน้ำหลากเพื่อหน่วงน้ำและลดผลกระทบที่ เกิดจากน้ำท่วม ผลกระทบและความเสียหายในพื้นที่ดังกล่าว ต้องมีแนวทางในการเสริมสร้างความเข้าใจ ความยอมรับ และชดเชยความเสียหายให้ประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งให้ประชาชนในพื้นที่มั่นใจว่าจะไม่ต้องรับภาระฝ่ายเดียว
    5.ปรับปรุงกลไกในการบริหารจัดการภัยจากน้ำท่วม โดยพัฒนาระบบข้อมูลการพยากรณ์ การเตือนภัยที่น่าเชื่อถือและมีเอกภาพ รวมทั้งองค์การในการบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ เพื่อสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีเอกภาพและมีประสิทธิภาพ
    6.จัดทำแผนการแก้ปัญหาอุทกภัยเฉพาะพื้นที่ที่มีความสำคัญเพราะแต่ละพื้นที่ มีสภาพ พื้นที่ ปัญหา และผลกระทบที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน จึงต้องมีแผนเฉพาะพื้นที่ที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ เช่น พื้นที่ชุมชน เมืองหลัก ธุรกิจ และอุตสาหกรรม เป็นต้น
    อย่างไรก็ดี ความสูญเสียจากปัญหาน้ำท่วมครั้งใหม่ปี 2554 ตามที่ธนาคารโลกประเมินเบื้องต้น เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบราว 1.357 ล้านล้านบาท คิดเป็นความเสียหายทางทรัพย์สิน 640,000 ล้านบาท ค่าสูญเสียโอกาส 710,000 ล้านบาท ส่งผลให้ธนาคารโลกปรับลดคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจไทยเหลือ 2.4% จากเดิมคาดโต 3.6% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าจะเติบโตอยู่ที่ 1.8% เดิมคาดไว้ที่ 2.6%
    ความเสียหายดังกล่าว ธนาคารโลกประเมินว่าประเทศไทยต้องใช้เม็ดเงินถึง 755,000 ล้านบาท ในการฟื้นฟูประเทศในช่วง 2 ปีข้างหน้า แยกเป็นการใช้จ่ายของภาคเอกชน 520,000 ล้านบาท และงบประมาณของภาครัฐ 235,000 ล้านบาท
    เม็ดเงินทั้งที่มาจากงบประมาณรัฐบาล และในส่วนของเอกชน จะถูกหว่านลงในระบบเศรษฐกิจ เพื่อฟื้น ซ่อมแซม และลงทุนใหม่ ซึ่งตามปกติการหมุนของเงินในระบบเศรษฐกิจจะไม่ต่ำกว่า 5 รอบ ดังนั้น หลายสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจส่วนใหญ่มองในทิศทางเดียวกันว่า การขยายตัวเศรษฐกิจในปี 2555 เฉลี่ยอยู่ที่ 4.5-5% ขึ้นไป
    นายประสาร ?ไตรรัตน์วรกุล ?ผู้ว่าการ ธปท. ให้เหตุผลว่า ทำไมเศรษฐกิจในปี 2555 จะขยายตัวที่ 4.8% ตามที่ ธปท.ประเมินไว้ว่า เศรษฐกิจ?ไทยยังมีปัจจัยบวกที่?เอื้อ?ให้การเติบโตในปี 2555 จากอุปสงค์?ในประ?เทศ ?ทั้ง?เรื่อง?การอุป?โภคบริโภคและ?การลงทุน ส่วนหนึ่ง?เป็น?แนว?โน้มต่อ?เนื่องจากปี 2554 โดย?ไตรมาสแรกปี 2555 จะ?เป็น?เรื่องของ?การซ่อม?แซม ฟื้นฟู?การผลิตต่างๆ ?และ?ในช่วง?ไตรมาส 3 ?และ?ไตรมาส 4 จะ?เห็นกำลัง?การผลิตสามารถกลับมา?เดิน?ได้?เต็มกำลัง
    ในฟากของรัฐบาล ซึ่งมักจะมองภาพการขยายตัวเศรษฐกิจที่สูงๆ ไว้ก่อน เพื่อเก็บเป็นผลงานการบริหารประเทศของตน แต่หากตัวเลขจริงไม่เป็นไปตามที่ลั่นวาจาไว้ ก็มักจะมีข้ออ้างมาหักลบ รัฐบาลนี้เช่นกัน โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2555 มีโอกาสขึ้นไปถึงระดับ 7% ได้ โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคในประเทศ และการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่
    อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ถูกหักล้างจาก ธปท. ซึ่งระบุว่า เศรษฐกิจที่ 7% เป็นระดับการขยายตัวที่เกินระดับศักยภาพของไทย ซึ่งท้ายที่สุดกลายเป็นแรงกดดันสำคัญทางด้านราคาและการคาดการณ์เงินเฟ้อของ ภาคเอกชนในอนาคต ซึ่งเป็นผลร้ายเมื่อภาคการผลิตปรับราคาสินค้าและบริการขึ้นก่อนการเกิดเงิน เฟ้อจริง
    นอกจากนั้น ยังมีความเห็นจากธนาคารต่างประเทศ โดยนายเฟรเดอริก นิวมานน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) มองว่า แม้วิกฤติน้ำท่วมจะสามารถคลี่คลายได้อย่างรวดเร็วภายในต้นปี 2555 แต่สิ่งสำคัญ คือ รัฐบาลต้องเข้าไปมีบทบาทในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยรวม ผ่านนโยบายการใช้จ่ายและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ซึ่งการใช้จ่ายของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น 1%  จะนำไปสู่การเติบโตของจีดีพีจริงประมาณ 0.2% แต่รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนว่าปัญหาน้ำท่วมจะไม่เกิดขึ้น อีก เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน และนักลงทุนจากต่างประเทศ
    ภาพการขยายตัวเศรษฐกิจในปี 2555 แม้จะขยับตัวสูงกว่าปี 2554 แต่ยังเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงทั้งในและนอกประเทศ โดยในประเทศ การอุปโภคบริโภคและการลงทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังท่วมคลี่คลายลง ก็อาจไม่ได้เป็นไปตามที่ประเมินไว้ ขณะที่เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรปยังลูกผีลูกค้า โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดว่าเศรษฐกิจยูโรโซนและสหรัฐจะขยายตัว 0.5% และ 2.1% ตามลำดับ ซึ่งเสี่ยงที่จะกระทบรายได้การส่งออกไทย นอกจากนั้น เศรษฐกิจจีนพี่ใหญ่เศรษฐกิจในเอเชีย ก็ยังขยายตัวในอัตราชะลอลงจาก 9.3% เมื่อปี 2554 เป็น 8.8% ปี 2555
    นายวิชัย อัสรัสกร กรรมการเลขาธิการ หอการค้าไทย กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2555 คาดว่าจะมีการขยายตัวมากกว่าปี 2554 หลังจากที่ช่วงปลายปีเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและการผลิต ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม ซึ่งหากปี 2555 ไม่มีผลกระทบให้ภาคการผลิตต้องหยุดชะงักลง การผลิตสามารถทำได้อย่างเต็มกำลัง เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็จะกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 2555
    “ในปี 55 นี้ ถามว่าภาคการผลิตกังวลในเรื่องอะไร คงเป็นเรื่องปัญหาภัยธรรมชาติ เพราะเอกชนส่วนใหญ่เมื่อเจอปัญหาในช่วงที่ผ่านมาแล้วก็ไม่มั่นใจกับการ บริหารจัดการของรัฐที่ไม่มีความชัดเจน ซึ่งแม้ช่วงหลังจะมีความชัดเจนมากขึ้นจากการตั้ง กยอ. แต่เอกชนก็ยังต้องการรู้แผนบริหารจัดการที่ชัดเจนเพื่อจัดทำแผนของตัวเองให้ สอดคล้องกันกับรัฐบาลด้วย ส่วนอีกด้านคือเรื่องผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่สหรัฐและยุโรปยังไม่ สามารถแก้ปัญหาและคลี่คลายในเรื่องนี้ได้ จึงยังเป็นความเสี่ยงที่จะกระทบต่อคำสั่งซื้อสินค้าอยู่” นายวิชัยกล่าว    
    นายสุรพล ว่องวัฒนโรจน์ ประธานกรรมการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หอการค้าไทย กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2555 คาดว่าจะสามารถขยายตัวได้ แต่ยังมีความกังวลกับปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจจากต่างประเทศเป็นส่วน ใหญ่ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของสหรัฐและปัญหาหนี้สาธารณะในสหภาพยุโรป ที่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมหรือพอจะสร้างความ มั่นใจทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ผู้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกของไทยมีปัญหาในเรื่องคำ สั่งซื้อจากต่างประเทศได้
    ส่วนปัจจัยในประเทศ หลังจากรัฐบาลมี กยอ.ขึ้นมา ถือว่าทำให้ภาคเอกชนได้รับทราบแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจนมากขึ้น แต่กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ยังต้องการให้รัฐบาลสร้างภาพลักษณ์ประเทศ ทั้งเรื่องการป้องกันโรคระบาดในสัตว์ เช่น ไข้หวัดนก การรักษาคุณภาพน้ำ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ Food safety
    “สรุปโดยภาพรวมคือ ผู้ประกอบการยังคงต้องปรับตัวรับมือผลกระทบต่อการค้าการส่งออกในปีนี้ โดยเฉพาะเรื่องการทำตลาด โดยอาจหันมาทำตลาดบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น เพราะเชื่อว่าปีนี้การบริโภคภายในประเทศน่าจะดี จากมาตรการฟื้นฟูน้ำท่วมและการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยทดแทนการส่งออกในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวนอยู่ในปีนี้” นายสุรพลกล่าว
    ขณะที่ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2554 จะขยายตัวที่ 1.4% ต่ำสุดในรอบ 2 ปี ส่วนปี 2555 คาดว่าจะขยายตัว 4.7% การผลิตภาคการเกษตรขยายตัว 3.4% นอกภาคการเกษตรขยายตัว 4.9% ภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 5.5% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.5% การลงทุนขยายตัว 10.6% การท่องเที่ยวขยายตัว 5.4% มูลค่า 731,500 ล้านบาทอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.75-4.0% อัตราเงินเฟ้อ 3.5-4.0% อัตราว่างงานอยู่ที่ 0.7% การส่งออกขยายตัว 10.2% มูลค่า 248,578 ล้านเหรียญสหรัฐ เกินดุลการค้า 5,567 ล้านเหรียญสหรัฐ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 4,894 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ1.3% ของจีดีพี
    เห็นความคิดเห็น และบทประเมินผลกระทบจาก "กูรู" แต่ละภาคส่วนแล้ว เศรษฐกิจไทยปี 2555 ไม่รู้ว่าจะถูกมังกรพ่นไฟใส่อีกหรือเปล่า...เฮ่อ.

 

 

แหล่งข้อมูล http://www.thaipost.net