ภาคผลิต-ศก.ไทย' วิกฤตเศรษฐกิจไทยหลังน้ำท่วมปี55 - เศรษฐกิจไทยหลังน้ำท่วม สังคมไทย

5 เมย. 55     427

 

 

ภาคผลิต-ศก.ไทย' วิกฤตเศรษฐกิจไทยหลังน้ำท่วมปี55 - เศรษฐกิจไทยหลังน้ำท่วม สังคมไทย


เมื่อเร็วๆ นี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้จัดเสวนา "ทิศทางกับการฟื้นฟู...เศรษฐกิจไทยในปี 2555" เพื่อมองถึงภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศไทยภายหลังการเผชิญ มหาอุทกภัยในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นวิกฤติที่รุนแรงมากครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ของภาคการผลิตไทย โดย นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. ได้สรุปตัวเลขความเสียหายว่า มีโรงงาน 838 แห่งในนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง มูลค่าความเสียหายรวม 237,410 ล้านบาท ขณะที่โรงงานนอกนิคมฯ ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงใน 8 จังหวัด มีมูลค่าความเสียหาย 237,340 ล้านบาท รวมความเสียหายทั้งหมดจะอยู่ที่ 474,750 ล้านบาท กระทบต่อการจ้างงานนับแสนคน
          ทั้งนี้ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2554 และจะยังส่งผลต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/2555 ด้วย เนื่องจากอุตสาหกรรมที่ประสบปัญหาอุทกภัยมีความเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรม อื่นๆ ในซัพพลายเชน แต่เชื่อว่าภายในเดือนมีนาคม 2555 ภาคอุตสาหกรรมจะสามารถฟื้นฟูกลับมาผลิตได้ตามปกติราว 80-90% แต่จะยังมีอีก 10-20% ที่ต้องใช้ระยะเวลาฟื้นฟูอีกนานพอสมควร
+อุตฯไฟฟ้าซึมยาว ห่วงเอสเอ็มอีตาย
          ในส่วนของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ค่อนข้างรุนแรงจากมหาอุทกภัยครั้งนี้ เนื่องจากเป็นกลุ่มคลัสเตอร์ใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง ซึ่งในเรื่องนี้นายศุภชัย สุทธิพงษ์ชัย ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมนี้คงต้องใช้เวลา อย่างน้อยคงเป็นช่วงครึ่งปีหลังของปี 2555 และเป็นไปได้ว่าจะมีเฉพาะบริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ เท่านั้นที่ฟื้นตัวได้เร็ว เนื่องจากมีความสามารถในการระดมวิศวกรจากต่างประเทศมาตรวจความเสียหาย และสั่งซื้ออะไหล่มาซ่อมแซม 
          ขณะที่บริษัทไทยที่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือ เอสเอ็มอี คงฟื้นตัวลำบาก เพราะมีขีดจำกัดในเรื่องบุคลากร และเงินทุน ทั้งยังต้องแบกภาระในการจ่ายเงินชดเชยให้กับลูกจ้างและชำระหนี้ให้กับเจ้า หนี้
          "ภาครัฐให้ความสำคัญกับต่างชาติค่อนข้างมาก เพราะกลัวจะย้ายฐานการผลิต แต่รัฐควรให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอีที่เป็นซัพพลายเชนสำคัญด้วย เพราะถึงแม้บริษัทใหญ่ๆ จะฟื้นตัว แต่ถ้าการผลิตในซัพพลายเชนไม่พร้อมก็ยังผลิตไม่ได้"
          นอกจากนี้ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยังมีข้อเสนอแนะว่า หลังจากเกิดปัญหาน้ำท่วมปัญหาผู้ประกอบการต้องสูญเสียซัพพลายเออร์ บางรายผลิตชิ้นส่วนป้อนให้ลูกค้าที่ถูกน้ำท่วมทำให้ไม่สามารถขายสินค้าได้ ต้องการหาผู้ซื้อรายใหม่ ขณะที่บางรายซัพพลายเออร์จมน้ำ ไม่มีแหล่งซื้อวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน 
          ดังนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมจึงควรมีศูนย์จับคู่ผู้ซื้อและผู้ขายเพื่อเชื่อม ต่อซัพพลายเชนที่ขาดไปนี้ อีกปัญหาหนึ่งคือเรื่องของแรงงานซึ่งในพื้นที่น้ำท่วมมีการถูกเลิกจ้างไปมาก แต่ในพื้นที่อื่น เช่น ภาคตะวันออกยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอยู่ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมจึงควรจับคู่ความต้องการระหว่างนายจ้างและ ลูกจ้างด้วย อันจะช่วยให้มีแรงงานเข้าระบบและเร่งการผลิตกลับมาได้เร็วขึ้น
alt          สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2554 ที่ผ่านมา ในช่วง 9 เดือนแรก (มกราคม- กันยายน 2554) ส่งออกเติบโตค่อนข้างดีในระดับ 5-6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่ในไตรมาสสุดท้ายที่ประสบกับภัยน้ำท่วม ยอดการส่งออกหายไปถึง 70% ดังนั้น ภาพรวมตลอดปี 2554 การเติบโตในอุตสาหกรรมนี้คงติดลบอย่างแน่นอน แต่ยังไม่มีการประเมินตัวเลขที่ชัดเจน
+ส.อ.ท.ย้ำปลุกเชื่อมั่น รักษาทุนเก่า
          นายชายน้อย เผื่อนโกสุม รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ในแง่ของ ส.อ.ท. มีการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการพบว่าความเชื่อมั่นลดลงอย่าง ต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดวิกฤติอุทกภัยขึ้น ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ภาคการผลิตอย่างหนักหน่วง และเมื่อมองถึงอนาคตหลายฝ่ายก็มีความเห็นตรงกันว่าในปีต่อๆ ไป ปริมาณน้ำฝนคงจะเพิ่มขึ้นอีก เป็นแนวโน้มที่เห็นได้ชัดจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ ณ วันนี้ ภาคเอกชนยังไม่เห็นแผนการป้องกันน้ำท่วมที่ชัดเจนจากรัฐ 
          ตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ภาคเอกชนจะตัดสินใจว่าจะยังคงลงทุนในประเทศไทยต่อไป หรือไม่ เพราะถึงแม้จะมีมาตรการสนับสนุนให้นิคม ในพื้นที่เสี่ยงประสบภัยน้ำท่วมสร้างคันกั้นน้ำโดยให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แต่ถ้าหากน้ำยังท่วมพื้นที่โดยรอบนิคม กลายเป็นเกาะกลางน้ำก็คงไม่เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการอยู่ดี อีกทั้งเงินลงทุนสร้างคันกั้นน้ำก็อาจตกเป็นภาระของผู้ประกอบการได้ 
          "อีก 3 เดือนไทยน่าจะกลับมาผลิตได้ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นค่อนข้างใหญ่ และยังไม่มีมาตรการชัดเจนว่าปีต่อไปจะทำอย่างไรในการป้องกันปัญหานี้ และเรายังคงหวังไม่ได้ว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ใหม่ๆ จะเข้ามา จึงต้องหาทางให้ FDI เดิมที่ลงทุนอยู่แล้วในประเทศยังคงลงทุนต่อไป นี่คือสิ่งที่เราต้องคิด เพราะตอนนี้ซันโยก็ประกาศแล้วว่าจะหยุดการลงทุนในไทยซึ่งมาจากหลายปัจจัย"
          สำหรับการดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในประเทศ นายชายน้อย กล่าวด้วยว่า ประเด็นเรื่องแรงงานเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องคำนึงถึง เพราะต้องเข้าใจว่าประเทศไทยไม่มีแรงงานราคาถูก ตลาดก็ไม่ใหญ่ ทั้งยังไม่มีทรัพยากร ดังนั้น โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่จะทำอย่างไรให้นักลงทุนเดิมที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จะยังคงตัดสินใจลงทุนต่อในประเทศไทย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อาจออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น เริ่มนับหนึ่งใหม่ในการให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมจาก บีโอไออยู่แล้ว หรือมีสิทธิประโยชน์อื่นเพิ่มเติม รวมถึงพิจารณายกเว้นภาษีเงินได้ในส่วนของเงินเคลมประกันให้กับผู้ประกอบการ ที่ประสบอุทกภัยโดยไม่ถือเป็นรายได้ ซึ่งเป็นแนวทางการช่วยเหลือเช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นในช่วงประสบภัยสึนามิ
+บีโอไอรอความชัดเจนมาตรการรัฐ
          ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือจากบีโอไอ นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ภาพรวมความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกลุ่มทุนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบี โอไอในวิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้ มีบริษัทที่ได้รับผลกระทบกว่า 900 บริษัท หรือประมาณ 2,000 โครงการ  รวมมูลค่าการลงทุนราว 700,000 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออก 100,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ บีโอไอได้ออกมาตรการช่วยเหลือหลายส่วน อาทิ อนุญาตให้เคลื่อนย้ายเครื่องจักรได้ หรือยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบที่นำมาทดแทน ส่วนที่เสียหายจากน้ำท่วม 
          นอกจากนี้ ในวันที่ 29 ธันวาคม 2554 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบอร์ดบีโอไอ ซึ่งมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก็จะมีการพิจารณามาตรการช่วยเหลืออีกมาตรการหนึ่ง คือ การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนที่ ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลังถึงมูลค่าภาษีที่จะหายไปหาก ดำเนินมาตรการช่วยเหลือดังกล่าว 
          "การขับเคลื่อนการลงทุนในปี 2555 ปัญหาน้ำท่วมอาจกระทบความเชื่อมั่นบ้าง แต่ประเด็นเรื่องการให้สิทธิประโยชน์ไม่ใช่เรื่องหลัก สิ่งที่ต้องตอบคำถามนักลงทุนคือ ปีหน้าน้ำจะท่วมอีกหรือไม่ และมาตรการช่วยเหลือจะออกมาได้รวดเร็วแค่ไหน ทั้งนี้ ในปี 2555 การโรดโชว์ของบีโอไอคงต้องรอมาตรการฟื้นฟูหลังน้ำท่วมของภาครัฐ ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น เราจะออกไปสร้างความเชื่อมั่นโดยไม่มีข้อมูลที่เป็นรูปธรรมคงทำได้ลำบาก อย่างไรก็ตาม ในปี 2555 จะยังคงเห็นการลงทุนจาก 2 ทาง คือ 1.การลงทุนเพื่อชดเชยกรณีที่สูญเสียจากน้ำท่วม และ 2.การขยายการลงทุนต่อเนื่องเพื่อเติมเต็มกำลังการผลิต"
+นักวิชาการมองต่าง ครึ่งปีแรกฟื้นเร็ว
          สำหรับภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2554-2555 นั้น ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ชี้ว่า ภาวะเศรษฐกิจ 9 เดือนแรกของประเทศไทย จีดีพีขยายตัวอยู่ที่ 3.1% และมาทรุดหนักในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ที่ประสบภัยน้ำท่วม ดังนั้นเป็นไปได้ว่าในไตรมาสที่ 4 จีดีพีจะหดตัวลง 6-7% เมื่อประเมินในภาพรวม ปี 2554 ทั้งปีโอกาสที่เศรษฐกิจจะโตมากกว่า 2% เป็นไปได้น้อยมาก เพราะเศรษฐกิจโลกเองก็มีปัญหาโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป 
          ในฐานะนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์มองต่างว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวกลับมาได้รวดเร็ว โดยไตรมาส 1/2555 มีโอกาสเติบโตถึง 10% เมื่อเปรียบเทียบไตรมาสต่อไตรมาส  เนื่องจากมีการซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างสาธารณะที่เสียหายเป็นจำนวนมาก ภาครัฐต้องกล้าใช้เงินและอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเพื่อสร้างงาน อย่างต่ำจะต้องขาดดุลเพิ่ม 200,000 ล้านบาท แต่ต้องทำอย่างมียุทธศาสตร์ มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
          "เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกจะฟื้นตัวแบบ V คือฟื้นกลับมาเร็วมาก แต่จะชะลอตัวในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะไม่มีแรงส่งด้านการใช้จ่าย รวมถึงอาจเกิดปัญหาการเมือง ประกอบกับเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวมากกว่าปี 2554 คือจะขยายตัวได้เพียง 0.5-2.6% เท่านั้น บ่งบอกว่าภาคการส่งออกของไทยคงไม่สามารถคาดหวังสูง แต่ขอให้เกาะตลาดเอเชียเอาไว้ เพราะเป็นตลาดที่จะยังมีการเติบโตถึง 6-7% ส่วนปัจจัยในประเทศ เรื่องน้ำท่วมจะไม่เป็นปัญหาถ้ารัฐบาลให้ความมั่นใจได้ว่าน้ำจะไม่ท่วมอีก"

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,698  22-24  ธันวาคม พ.ศ. 2554

แหล่งข้อมูล http://www.thanonline.com