หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่คลังความรู้มุสลิมไทยโพสต์

วิธีลดความอ้วนที่ได้ผลเร็วที่สุด วิธีลดความอ้วน ภายใน 7 วัน วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ วิธีลดความอ้วนภายใน3วัน วิธีลดความอ้วนของผู้ชาย ภาษาอาหรับที่เจอบ่อย      คำง่ายๆภาษาอาหรับ    ศัพท์เกาหลีแบ่งเป็นหมวด    คำศัพท์เกาหลี เรียกญาติ    ศัพท์เกาหลีง่ายๆ     
   คำศัพท์ญี่ปุ่น เรียกญาติ    วันเดือนปีในภาษามลายู    การเขียนวันเดือนปีในภาษามลายู    ศัพท์ยาวี    ศัพท์ญี่ปุ่นแบ่งเป็นหมวด     ภาษาไทยน่ารู้    
สระ 32 ตัว    ซาร่า ปาทาน    ขวัญกมล ปาทาน    น.ส.ขวัญกมล ปาทาน     ศัพท์อาหรับที่เจอบ่อย ศัพท์ญี่ปุ่นง่ายๆ  

 


ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> การศึกษา >> แหล่งข้อมูล ความรู้
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
โรคกระเพาะอาหารอักเสบ ปวดท้องโรคกระเพาะ โรคกระเพาะ อาการ
คำค้น : โรคกระเพาะอาหารอักเสบ

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ ปวดท้องโรคกระเพาะ โรคกระเพาะ อาการ

 

 


รอบรู้โรคภัย : แผลในกระเพาะอาหาร ภัยเงียบที่บั่นทอนสุขภาพ



กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะที่อยู่ในระดับลิ้นปี่ ทำหน้าที่เป็นที่พักและย่อยอาหารให้แตกย่อยในเบื้องต้น จากนั้นจึงส่งต่อไปยังลำไส้เล็ก เพื่อผ่านกระบวนการย่อยและดูดซึม โดยทั่วไปถ้าเมื่อใดที่เรารู้สึกปวดท้อง เรามักจะคิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารก่อนเป็นอันดับต้นๆ ทั้งที่ความจริงแล้วอาจเป็นโรคอื่นๆ เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี (มีอาการเหมือนโรคกระเพาะอาหารทุกอย่าง) ตับอักเสบ เนื้องอกในตับ และตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น
       
       ในที่นี้เราจะกล่าวถึงโรคแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นโรคที่มีความรุนแรงและอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
       
       ความรุนแรงของอาการ
       
       ผู้ป่วยอาจจะปวดท้องมากหรือน้อยตามอาการ ท้องอืด คลื่นไส้ กินอิ่มง่าย หากมีอาการรุนแรงจะมีเลือดออก และทำให้กระเพาะทะลุ ซึ่งถือว่าเป็นอาการที่รุนแรงมาก
       
       โดยทั่วไปพบว่า ผู้ป่วยร้อยละ 50-60 อาการจะค่อยๆ ทุเลาและหายไปเองโดยไม่ต้องรับการรักษา แต่โอกาสที่จะกลับมาเป็นอีกมีอัตราสูงถึงร้อยละ 80 แม้ว่าจะได้รับการรักษาดีเพียงใดก็ตาม และที่สำคัญคือ พบว่ามีอาการแทรกซ้อน ซึ่งหมายถึงมีเลือดออก ถ่ายเป็นเลือด ถ่ายเป็นสีดำเหลว (สาเหตุมาจากเลือดที่ออกในกระเพาะอาหาร ไปทำปฏิกริยากับกรดในกระเพาะอาหาร)
       
       นอกจากนี้ หากแผลทะลุจะทำให้ปวดท้องอย่างรุนแรง มีไข้ ช็อค และอาจถึงแก่ชีวิต
       
       การรักษา
       
       จะทำโดยการผ่าตัด แผลที่หายจะเป็นพังผืด โดยเฉพาะลำไส้เล็กที่จะตีบ อุดตัน ทำให้มีอาการอาเจียน และปวดท้อง
       
       โดยทั่วไปผู้ป่วยที่เคยมีเลือดออกจะมีโอกาสเกิดโรคซ้ำเพิ่มจากร้อยละ 20-25 เป็นร้อยละ 50 และจากสถิติพบว่าผู้ป่วยร้อยละ 50 ของคนไข้ที่มีเลือดออกจะไม่แสดงอาการใดๆ แม้แต่ปวดท้อง ซึ่งเป็นความแปลกของโรคชนิดนี้
       
       การดูแลตนเอง
       
       การดูแลตนเอง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ สามารถทำได้ดังนี้
       
       • ระยะที่ 1 ป้องกันการเกิดโรค
       
       - ค้นหาสาเหตุ และสังเกตอาหารที่รับประทานว่า ทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติหรือไม่ อย่างไร
       
       - ไม่รับประทานยาแก้ปวดโดยปราศจากแพทย์สั่ง และควรหลีกเลี่ยงสารเสพติด และเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ รวมทั้งของหมักดอง
       
       - พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สบายไม่เครียด
       
       - หากมีอาการของโรคติดเชื้อชนิดต่างๆ เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย ไทฟอยด์ ไข้หวัดใหญ่ ควรรีบรักษาให้หายขาดโดยเร็ว
       
       • ระยะที่ 2 รักษาตัวเมื่อมีอาการอักเสบ
       
       - พบแพทย์สม่ำเสมอตามเวลานัด โดยทั่วไปแพทย์จะให้รับประทานยาน้ำหรือยาเม็ด โดยพิจารณาจากความรุนแรงของอาการ โดยปกติผู้ป่วยที่มีอาการระยะรุนแรง แพทย์จะให้รับประทานยานํ้า เนื่องจากออกฤทธิ์เร็ว
       
       - ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย และมีรสชาติอ่อน
       
       - พักผ่อนให้เพียงพอ
       
       • ระยะที่ 3 หลังจากได้รับการรักษา
       
       - งดอาหารที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ อาหารรสจัด ร้อนจัด เย็นจัด ของหมักดอง รวมทั้งอาหารที่ทำให้เกิดก๊าซในกระเพาะอาหาร
       
       - ทำจิตใจสดชื่นแจ่มใส และพักผ่อนอย่างเพียงพอ
       
       - ดื่มน้ำมากๆ ป้องกันอาการท้องผูก และควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด เพื่อไม่ให้กระเพาะอาหารทำงานหนัก
       
       โรคแผลในกระเพาะอาหารเป็นเหมือนภัยเงียบที่คอยบั่นทอนสุขภาพ หากเราละเลยไม่ให้ความใส่ใจดูแลสังเกตอาการของตนเอง อาจทำให้ได้รับความรุนแรงของโรคและอาจถึงแก่ชีวิตได้
       
       ดังนั้น เมื่อท่านมีอาการที่ใกล้เคียงกับที่กล่าวมา จึงควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจโดยเร็ว เพราะถ้าหากทิ้งไว้นานจะส่งผลให้การรักษาไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร
       
       แผลในกระเพาะอาหาร สังเกตอาการง่ายๆ ดังนี้
       
       1. จะปวดท้องเมื่อท้องว่าง ใกล้มื้ออาหารหรือหลังอาหาร แต่จะไม่ปวดตลอดเวลา เมื่อได้รับประทานอาหารจะทำให้อาการดีขึ้น ซึ่งแตกต่างจากอาการของโรคนิ่วในถุงน้ำดี ที่จะปวดท้องหลังอาหาร ไม่ปวดตอนท้องว่าง และจะปวดตลอดทั้งคืนติดต่อกัน
       
       2. ปวดท้องเวลาดึก คลื่นไส้ อาเจียนออกมาเป็นอาหารที่แยกชนิดอย่างชัดเจน
       
       (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 132 พฤศจิกายน - ธันวาคม 2554 โดย ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร สาขาวิชาโรคระบบทางเดินอาหาร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล)





แหล่งที่มา : manager.co.th

บทความที่คุณอาจกำลังค้นหา:-
     
     
      เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
     
      เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
    สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
    340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
    โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
    สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
    SubDomain หน้าหลัก