1) ระนาดเอก มีหลักฐานปรากฏว่ามีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา มีส่วนประกอบที่ สำคัญแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ 
     1.1 รางระนาดเอก  เป็นส่วนที่ใช้ขึงผืนระนาดเอกทำหน้าที่เป็นกล่องขยายเสียงให้เกิดเสียงดังกังวาน มีรูปร่างคล้ายลำเรือคือส่วนหัวและท้ายรางโค้งขึ้น มีฐานรองอยู่ตรงส่วนกลางของส่วนโค้งด้านล่างเรียกว่า “เท้าระนาด” ส่วนประกอบที่สำคัญของราง ระนาด ได้แก่ โขนระนาดเอก คือแผ่นไม้รูปพุ่มข้าวบิณฑ์ ที่ปิดส่วนหัวและท้ายของรางระนาด มีขนาดเท่ากันทั้งสองแผ่น ส่วนบนยาวรีส่วนล่างแหลมคล้ายยอดปราสาท โขนระนาดเอกมีชื่อเรียกอีก 2 ชื่อคือ หน้ายักษ์ และ หน้านาง โขนทั้งสองแบบมีความแตกต่างตรงขนาด ความกว้างยาวกล่าวคือ โขนหน้านางจะมีลักษณะเล็กกว่าหน้ายักษ์และเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เพราะโขนหน้านางมีขนาดเล็กเรียวสวยงามกว่าหน้ายักษ์ ด้านในของโขนระนาดจะติดตะขอข้างละ 2 อัน เพื่อใช้แขวนผืนระนาด กระพุ้ง คือส่วนที่เป็นด้านข้างของระนาดทั้งสองข้าง ลักษณะของกระพุ้งด้านนอก จะป่องออก เพื่อคุณภาพของเสียงและความสวยงาม ท้อง คือส่วนที่อยู่ใต้รางระนาด ลักษณะเป็นไม้ยาวแผ่นเดียวทำไว้รองรับกระพุ้งทั้งสองข้างที่ตั้งขนานกัน ฐาน หรือ เท้าระนาด คือส่วนที่ติดกับท้องระนาด มีรูปร่างคล้ายปิรามิดทรงสี่เหลี่ยม แกะสลักเป็นชั้นเชิงลดหลั่นกันลงมา เพื่อความสวยงาม
     1.2 ผืนระนาดเอก  คือส่วนที่ขึงบนรางระนาด ประกอบด้วยลูกระนาดจำนวน 21 ลูก บางผืนมี 22 ลูก ลูกระนาดที่เพิ่มขึ้นเรียกว่า ลูกหลีก ผืนระนาดที่มี 22 ลูก   นิยมใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์นางหงส์ และวงปี่พาทย์มอญ ลูกระนาดที่อยู่ซ้ายมือสุด (เสียงต่ำสุด) เรียกว่า ลูกต้น หรือ ลูกทวน ส่วนลูกระนาดที่อยู่ขวามือสุด (เสียงสูงสุด กรณีที่มี 21 ลูก) เรียกว่า ลูกยอด   มีการแต่งเทียบเสียง โดยการติดตะกั่วผสมเทียนขี้ผึ้งบริเวณใต้ท้องด้านล่างริมสุดของลูกระนาดทั้งสองข้าง เพื่อให้ได้ระดับเสียงตามที่ต้องการ
1.3 ไม้ตีระนาดเอก คือส่วนที่ใช้มือจับเป็นก้านกลมยาวทำด้วยไม้ไผ่ ส่วนหัวของไม้ตีระนาด มีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 – 4 เซนติเมตร  มีส่วนหนาประมาน 2 – 3 เซนติเมตร ไม้ตีระนาดแบ่งเป็น 2 ชนิดคือ
        1.3.1 ไม้นวม ลักษณะของหัวไม้ทำด้วยผ้าพันทับด้วยเส้นด้าย เวลาตีมีน้ำเสียงนุ่มนวลไพเราะใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ไม้นวมและวงมโหรี
        1.3.2 ไม้แข็ง หัวของไม้ระนาดทำด้วยรัก มีความแกร่ง แข็ง ซึ่งทำให้เกิดเสียงที่แข็ง กร้าวมีอำนาจ สง่างาม นิยมใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ ไม้แข็ง
2) ระนาดทุ้ม เป็นเครื่องดนตรีที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีรูปร่างแตกต่าง จากระนาดเอกคือ ไม่มีฐานหรือเท้าอยู่ที่ใต้รางระนาดและลักษณะของโขน ระนาดก็แตกต่างกันด้วย ผืนระนาดทุ้มนิยมทำด้วยไม้ไผ่ แต่เหลาลูกระนาดให้มีขนาดใหญ่ และยาวกว่าลูกระนาดเอก ลูกระนาดทุ้มมีเสียงที่ทุ้มต่ำและมีวิธีบรรเลง ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนระนาดเอก ทั้งนี้เพื่อให้ประสานกลมกลืนกับระนาดเอก ซึ่งมีเสียงแหลมสูงกว่า รางระนาดทุ้มมีรูปร่างคล้ายหีบไม้ยาว มีโขนปิดหัวท้ายราง เช่นเดียวระนาดเอก แต่แตกต่างกันที่รูปทรง มีเท้าเตี้ยๆรองสี่มุมด้านล่างของราง ลูกระนาดทุ้มมีจำนวน 17 – 18 ลูก หัวไม้ตี เป็นแบบไม้นวมของระนาดเอก แต่มีขนาดใหญ่และนุ่มกว่า
3) ระนาดเอกเหล็ก สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แต่เดิมเรียก ว่าระนาดทอง เนื่องจากลูกระนาดทำด้วยทองเหลือง ต่อมาภายหลังใช้เหล็กทำลูกระนาด จึงเรียกว่า ระนาดเหล็ก มีลูก ระนาด จำนวนเท่ากับลูกระนาดเอก วางเรียงบนรางไม้รูปร่าง คล้ายหีบมีผ้าพันไม้หรือไม้ระกำ วางพาดไปตามขอบรางสำหรับรองหัวท้ายลูกระนาดแทน การร้อยเชือกแขวนไว้ที่โขนแบบระนาดธรรมดา ระนาดเหล็กมีเท้า 4 เท้าคล้ายระนาดทุ้ม บางทีก็ติดลูกล้อเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้าย ไม้ตีทำด้วยไม้ไผ่หัวไม้ทำด้วยหนังมี ลักษณะคล้ายไม้ฆ้องแต่มีขนาดเล็กกว่า
4) ระนาดทุ้มเหล็ก พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระอนุชาธิราช ในรัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำริให้สร้างระนาดทุ้มเหล็กโดยถอดแบบมาจากหีบเพลงฝรั่ง ที่กำเนิดเสียงโดยกลไก            ของเครื่องเขี่ยที่เป็นหวีเหล็กซึ่งอยู่ภายใน ลักษณะทางกายภาพของ รางและผืนรวมทั้งไม้ตี เหมือนกับระนาดเอกเหล็ก แต่ขนาดของลูกระนาดและรางใหญ่กว่า มีลูกระนาดจำนวน 16 – 17 ลูก เทียบเสียงทุ้มต่ำเช่นเดียวกับระนาดทุ้ม
5) ระนาด แก้ว เป็นเครื่องดนตรีไทยที่ไม่ค่อยจะมีใครรู้จักมากนักจึงขอนำบทความ เรื่อง “ระนาดแก้วในพิพิธภัณสถานแห่งชาติพระนคร” ของ คุณเสถียร ดวงจันทร์ทิพย์ ที่ เขียนลงหนังสือศิลปวัฒนธรรมมานำเสนอเพื่อให้รู้จักเครื่องดนตรีชนิดนี้มากขึ้น

“ระนาดแก้ว” ที่มีหลักฐานปรากฏอยู่ในตำนานเรื่องมโหรีปี่พาทย์ของสมเด็จฯกรม พระยาดำรงเดชานุภาพ มีความตอนหนึ่งว่า
        ..เมื่อสมัยรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์นี้  ได้เพิ่มเครื่องมโหรีขึ้นแต่ทำขนาดย่อมลง ให้สมกับผู้หญิงเล่น เติมระนาดไม้ กับ ระนาดแก้ว อีกสองอย่าง มโหรีวงหนึ่งเป็น 8 คน มาในสมัยรัชกาลที่ 2 เลิกระนาดแก้วเสีย ใช้ฆ้องวงแทน..
        ในพระราชนิพนธ์ฉบับเดียวกันนี้มีเชิงอรรถที่ทรงอธิบายไว้อีกว่า “ที่เรียกว่าระนาดแก้วนั้นของเดิม จะเป็นอย่างไรผู้เขียนหนังสือนี้ไม่เคยเห็น สืบถามก็ไม่ได้ความชัดว่า เอาแก้วหล่อเป็นลูกระนาดวางในราง อย่างระนาดทองที่ทำกันชั้นหลังหรือตัดแผ่นกระจกเจาะรูร้อยเชือก แขวนกับรางอย่างระนาดไม้ไผ่ แต่อย่างไรเสียงก็คงจะไม่เพราะจึงได้ปรากฏว่าเลิกเสีย เอาฆ้องวงเข้าแทน

        ที่ห้องแสดงเครื่องดนตรีไทยในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งรูปร่างเป็น ระนาดรางขนาดย่อม ลักษณะเหมือนกับระนาดทุ้มเหล็กหรือระนาดทองที่ใช้บรรเลงในวงปี่พาทย์ มีเชือกร้อยกระจกใสแบบระนาดไม้ไผ่ ตรงตามพระนิพนธ์ที่กล่าวไว้ทุกประการ ทำให้ทราบว่านั่นคือระนาดแก้ว ในทะเบียนประวัติเครื่องดนตรีของกองพิพิธภัณฑ์ฯ มีรายละเอียดบอกไว้แต่เพียงว่ารางระนาดทำด้วยไม้รัก ทาชะแล็กสีมะฮอกกานี มีลูกระนาดทำด้วยแก้วจำนวน 16 ลูกที่มาของระนาดแก้วรางนี้ได้รับประทานมาจาก สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต จากวังบางขุนพรหมเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2472

       อาจารย์จิรัส อาจณรงค์ ผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยของ กองการสังคีต กรมศิลปากร กล่าวไว้ว่า “เคยเอาระนาดแก้วออกมาซ่อมเมื่อหลายปีนานมาแล้วให้ช่าง จำรูญ คชแสง เป็นคนซ่อม ปรากฏว่าเสียงไม่เข้าเครื่องต้องเทียบระดับเสียงใหม่โดยใช้ขี้ผึ้งติดถ่วง ลองตีดูแล้วก็ไม่เห็น ประทับใจอะไรเลย  เสียงมันดังค่อย  จะเอามาตีเข้าวงมโหรีปี่พาทย์ก็ไม่ได้ คิดว่าทำขึ้นมาแล้วเห็นว่าใช้ไม่ดีเลยไม่นิยมกัน คำว่าระนาดแก้ว น่าจะเป็นอย่างที่สมเด็จกรมดำรงฯ ท่านอธิบายไว้คือ เป็นระนาดลูกเล็ก ขนาดย่อมกว่าระนาดทั่วไปที่ใช้กันอยู่ แต่มีเสียงเล็กฟังเพราะ เลยเรียกว่าระนาดแก้ว เหมือนกับที่เราเรียกคนตีระนาดเสียงเพราะว่าตีเสียงแก้วมากกว่า”

  
        ศาสตราจารย์นายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล นักค้นคว้าวิชาการดนตรีไทยเคยกล่าวไว้ว่า “นอกจากระนาดแก้วที่มีอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติรางนี้แล้ว ยังปรากฏว่ามีระนาดแก้วอยู่ที่ อื่นอีกคือเมื่อปี พ.ศ.2530 เกิดไฟไหม้ขึ้นที่โกดังเก็บของที่วังบ้านปลายเนินอันเป็นวังของ สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่เรียกกันสั้นๆว่า “วังคลองเตย” ห้องเก็บของนี้ใหญ่พอสมควร เก็บของไว้มากมายหลายรุ่นหลายสมัย เมื่อดับเพลิงเรียบร้อยแล้วก็ได้พบแก้วสี่เหลี่ยมค่อนข้างหนา จำนวนหลายสิบลูก มีลักษณะคล้ายแก้วหล่อให้เป็นลูกระนาดเลียนแบบลูกระนาดเหล็ก และเจียระไนขอบลบเหลี่ยมที่คมออกเรียบร้อยสามารถจัดให้เป็นลูกระนาดได้สองสำรับพอดีคือ ขนาดใหญ่ชุดหนึ่ง ขนาดเล็กลงมาอีกชุดหนึ่ง พระทายาทเห็นว่าเป็นของแปลกเก็บไว้ในสมัยใดไม่ทราบจนลืมไปแล้ว จึงนำมาทำความสะอาดและสร้างรางขึ้นใหม่ เมื่อจัดลูกระนาดลงใส่ในรางก็ได้ระนาดแก้ว ที่มีลักษณะคล้ายระนาดเอกเหล็ก และระนาดทุ้มเหล็กเป็นสองรางคู่กัน เมื่อทดลองตีก็มีเสียงบ้าง แต่ไม่เกิดความกังวานไพเราะเลย และเนื่องจากทราบว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเก็บเครื่องดนตรีแปลกๆไว้เพื่อเตรียมสร้างพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรี พระทายาทราชสกุลจิตรพงศ์ใน สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จึงได้พร้อมใจกันนำไปน้อมเกล้าฯถวาย ขณะนี้ระนาดแก้วทั้งสองรางก็อยู่ที่พระตำหนักจิตรลดา” จึงพอสรุปได้ว่าข้อสันนิษฐานของ สมเด็จฯที่ว่า ลูกระนาดแก้วมีได้สองแบบนั้นเป็นจริงคือที่เป็นกระจกตัดอย่างหนึ่งและเป็นกระจกหล่ออีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเสียงไม่ค่อย ไพเราะทั้งสองแบบ จึงเลิกใช้กันไปในที่สุด

          เหตุหนึ่งที่ทำให้คนสนใจในเรื่อง ระนาด แก้วนั้นน่าจะอยู่ที่คำว่า “แก้ว” ซึ่งในภาษาไทยค่อนนั้นข้างจะยกย่องในคุณภาพของคำนี้อยู่มาก เช่นมีคำว่า ช้างแก้ว ม้าแก้ว นางแก้ว เป็นต้น รวมทั้งอัญมณีต่างๆเราก็เรียกกันว่า “แก้ว” ด้วย ครั้นมาถึงแวดวงดนตรีและเพลงเราก็มีเพลงชื่อ เขมรปี่แก้ว สาลิกาแก้ว และที่สำคัญคือ เสียงการขับร้องเพลงนั้นนักดนตรีไทย ใช้คำยกย่องนักร้องที่มีกระแสเสียงสูงไพเราะ ว่า “มีแก้วเสียง” คำว่าแก้วจึงเป็นคำที่มากด้วยคุณภาพ   เมื่อกล่าวถึง ระนาด แก้วจึงทำให้นึกไปถึงระนาด ที่มีเสียงสดใส ไพเราะมีแก้วเสียงกังวานน่าฟัง แต่ปรากฏว่าเมื่อสร้างขึ้นด้วยวัสดุที่เป็นแก้วจริงๆ แล้วกลับเสียงไม่ดี