เทคนิคการตั้งคําถาม - การตั้งคําถาม การตอบคําถาม

12 กพ. 56     10681

เทคนิคการตั้งคําถาม -  การตั้งคําถาม การตอบคําถาม

ศิลปะในการตั้งคำถาม - เทคนิคการตั้งคําถาม

    อาจกล่าวได้ว่า "คำถามที่ดี" เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของครูในการจัดการเรียนการสอน การตั้งคำถามจะช่วยดึงเด็กให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเรียน และช่วยให้ครูรู้ว่านักเรียนมีความเข้าใจในสิ่งที่ได้เรียนไปมากน้อยเพียงใด และในระหว่างที่เด็กคิดหาคำตอบ (และฝึกตั้งคำถามไปพร้อมกับครูนั้น) เด็กจะสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในตนเอง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างสำคัญในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ และการดำเนินชีวิตของเขาในภายภาคหน้า

    มาดูกันว่า คำถามมีกี่ประเภท ครูควรนำไปใช้ในสถานการณ์ใดได้บ้าง และมีข้อห้ามเกี่ยวกับการตั้งคำถามอย่างไร



    โดยหลักๆ คำถามมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ คำถามที่ตอบตามข้อเท็จจริง (factual question) คำถามที่ตอบแบบตีความ (interpretive question) และคำถามที่ตอบแบบประเมินคุณค่า (evaluative question)

    คำถามที่ตอบตามข้อเท็จจริง คำถามประเภทนี้จะมีคำตอบที่ถูกต้องอย่างเดียว เช่น "เมื่อเช้านี้นักเรียนรับประทานอะไรมา ω" อย่างไรก็ดี คำตอบของคำถามประเภทนี้อาจจะไม่ง่ายเสมอไป ขึ้นอยู่กับคำถามที่ถาม เช่น "เหตุใดเส้นรอบวงของลูกบอลจึงเป็นเส้นโค้ง ω" คำถามเช่นนี้แม้จะเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบตามข้อเท็จจริง แต่ก็เป็นคำตอบที่ซับซ้อนกว่าตัวอย่างคำถามแรก การตั้งคำถามในรูปแบบนี้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการเรียนที่ใช้การสืบค้นความรู้เป็นฐาน (inquiry - based projects) ตราบเท่าที่คำถามเหล่านี้มีคำตอบและมีความเป็นไปได้ที่จะค้นคว้าหาคำตอบ

    คำถามที่ตอบแบบตีความ คำถามประเภทนี้จะมีคำตอบมากกว่าหนึ่ง แต่ยังคงต้องมีหลักฐานสนับสนุนคำตอบนั้น ขึ้นอยู่กับการตีความของผู้ตอบ ตัวอย่าง เช่น "ทำไมเยอรมนีจึงพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง ω" หรือ "ทำไมกระต่ายจึงวิ่งแข่งขันแพ้เต่าω" พึงสังเกตว่าคำถามประเภทนี้มักขึ้นต้นคำถามด้วย "ทำไม" คำตอบอาจมีมากกว่าหนึ่ง และจะถูกต้องตราบเท่าที่คำตอบนั้นอิงอยู่กับบริบทของเรื่องหรือเหตุการณ์ ในการศึกษาข้อความในรูปแบบใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอ เรื่องแต่ง เรื่องจริง ภาพเขียน บทกวี ฯลฯ ครูควรใช้คำถามประเภทต้องการคำตอบแบบตีความหลายๆ คำถามที่ต่อเนื่องเกี่ยวโยงกับเนื้อเรื่อง เพราะคำถามเหล่านี้จะช่วยให้เด็กต้องกลับไปทบทวนเนื้อเรื่องทั้งหมด คำถามที่ต้องการคำตอบแบบตีนี้ความจะมีประสิทธิภาพยิ่งสำหรับการเริ่มต้นอภิปรายในชั้นเรียน เพื่อกระตุ้นผู้เรียนในการใช้ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน และบางครั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการเรียนที่ใช้การสืบค้นความรู้เป็นฐานอีกด้วย

    คำถามที่ตอบแบบประเมินคุณค่า เป็นคำถามที่ใช้ถามความเห็น ความเชื่อ หรือความคิด ดังนั้นจึงไม่มีคำตอบใดที่ผิด อย่างไรก็ดี คำตอบจะขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์ของผู้ตอบ ดังนั้น คำถามประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับการนำอภิปราย (ตัวอย่าง เช่น "สถานที่ดีๆ แห่งไหนบ้างที่เหมาะจะพาเด็กนักเรียนออกไปทัศนศึกษา ω") นอกจากนี้ยังใช้ในการศึกษางานวรรณกรรมหรืองานศิลปะต่างๆ (ตัวอย่างเช่น นักเรียนเห็นด้วยหรือไม่กับทัศนะของผู้เขียนที่มีต่อผู้หญิง ω) คำถามที่ประเมินคุณค่าจะไม่เหมาะสำหรับการเรียนที่ใช้การสืบค้นความรู้เป็นฐาน เนื่องจากเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบตามความรู้สึกนึกคิดของแต่ละบุคคล แต่กระนั้นคำถามประเภทนี้จะช่วยให้ครูสามารถดึงเด็กเล็กหรือเด็กขี้อายให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนได้ (ตัวอย่างเช่น หนูชอบตัวละครไหนมากที่สุดในเรื่อง แฮรี่ พอตเตอร์ ω)



    โดยทั่วไป ครูควรเริ่มต้นคำถามด้วยคำว่า ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร ทำไม ไม่ควรเริ่มต้นกับเด็กด้วยคำพูดทำนองนี้ "บอกครูซิว่า....ω" หรือ "จงอธิบายว่า...ω" ถ้าคำถามของครูเริ่มต้นด้วยกรอบเช่นนี้ เท่ากับครูกำลังควบคุมกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก เนื่องจากครูกำลังใช้คำสั่งพร้อมๆ ไปกับขอให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียน เวลาที่ครูตั้งคำถาม ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการสนใจใคร่รู้คำตอบจากเด็กอย่างจริงจัง ด้วยเหตุนี้คำถามแบบปลายเปิดจึงดีที่สุดสำหรับทุกสถานการณ์การเรียนรู้ เว้นแต่ว่าครูมีเหตุผลบางอย่างที่ต้องการชี้นำเด็กบางคนไปสู่ข้อสรุปที่เฉพาะเจาะจงบางเรื่อง หรือครูต้องการข้อเท็จจริงอะไรบางอย่างจากเด็ก

    พยายามหลีกเลี่ยงคำถามที่ต้องการคำตอบเพียงแค่ "ใช่" หรือ "ไม่ใช่" คำถามแบบนี้เรียกว่าคำถามปิดตาย (dead end) หลักการของคำถามปลายเปิดมีดังนี้คือ

        เชิญชวนให้ผู้ตอบแสดงความเห็น ความคิด และความรู้สึก
        ส่งเสริมการมีส่วนร่วม
        สร้างสานความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูและผู้เรียน
        กระตุ้นให้เกิดการอภิปราย และ
        รักษาสมดุลระหว่างครูและผู้เรียน



    ลองเล่นเกมคำถามกับเด็ก ในการเริ่มต้นให้เด็ก 2 คนเลือกหัวข้อที่จะถาม คนแรกเริ่มต้นด้วยคำถามปลายเปิด จากนั้นให้อีกคนตอบด้วยคำถามปลายเปิดที่เชื่อมโยงกัน ให้ถามไปเรื่อยๆ โดยไม่ให้ซ้ำกับคำถามก่อนหน้า ตัวอย่างของหัวข้อในการตั้งคำถามอาจมาจากสิ่งของในห้องเรียนก็ได้ เช่น หลอดไฟฟ้า

        ก : ทำไมแสงสว่างจึงมีความสำคัญต่อมนุษย์
        ข : แสงสว่างมาจากไหน
        ก : แสงสว่างช่วยคนเราอย่างไร
        ข : แสงสว่างใช้ที่ไหนได้บ้าง
        ก : อะไรจะเกิดขึ้นหากไม่มีแสงสว่าง



    ลองตั้งคำถามทำนองนี้ไปเรื่อยๆ โดยให้เด็กทุกคนมีส่วนร่วม แต่ละคนตั้งคำถามโดยใช้คำถามก่อนหน้าเป็นฐาน



    โปรแกรมการจัดการเรียนรู้ที่ดีจะต้องเปิดโอกาสให้ทุกคนในชั้นเรียนเข้ามาอยู่ในแผนการเรียนและในกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการอภิปรายเกี่ยวกับเป้าหมายของการเรียนการสอนระหว่างทีมงานที่เป็นเพื่อนครูด้วยกัน หรือการระดมสมองกับเด็กๆ คำแนะนำพื้นฐานต่อไปนี้จะเป็นประโยชน์ยิ่งในการนำเข้าสู่การอภิปราย

        แน่ใจว่าทุกคนมีความพร้อม นั่นหมายถึงทุกคนได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้องมาก่อนหน้า หรือครูอ่านเรื่องที่จะอภิปรายให้ทุกคนได้ฟัง
        รู้จุดมุ่งหมายแน่ชัด เป้าหมายของการอภิปรายนี้ต้องการให้ถึงขั้นการตัดสินใจ หรือแค่ระดมความคิดเบื้องต้น
        ความเห็นต่างๆ ต้องมีหลักฐานสนับสนุน ยกตัวอย่างในการอภิปรายเกี่ยวกับหนังสือ ให้ครูตั้งคำถามว่าทำไมนักเรียนจึงเชื่อเช่นนั้น
        ผู้นำอภิปรายมีหน้าที่ตั้งคำถามอย่างเดียว ไม่ควรตอบคำถามเอง
        ให้ความสำคัญกับแต่ละคำถาม พยายามหลีกเลี่ยงคำถามทั่วๆ ไป หรือคำถามที่ไม่เฉพาะเจาะจง และหมั่นเตรียมคำถามที่ดีไว้ล่วงหน้า
        ผู้นำอภิปรายต้องแสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและมีพลังอยู่เสมอ
        คำถามแบบตีความที่เป็นไปโดยธรรมชาติเป็นส่วนสำคัญยิ่งสำหรับการอภิปราย ทั้งนี้ การเตรียมคำถามไว้ล่วงหน้าจะช่วยนำไปสู่การตั้งคำถามแบบตีความที่เป็นธรรมชาติได้ดีกว่า
        คำถามที่ดีมักจะนำไปสู่คำถามต่างๆ ที่ตามมามากขึ้น ดังนั้นคจึงรูควรควบคุมประเด็นต่างๆ ให้ดี เช่น การจำกัดเวลาให้พอเหมาะ อย่างไรก็ตาม ครูไม่ควรทำลายความกระตือรือร้นของเด็กในขณะที่เด็กอยู่ในขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้ของเขา
        เมื่อไรก็ตามที่เป็นไปได้หรือเหมาะสม ให้ใช้เทคนิคจัดผังความคิด (mapping) ในการจัดโครงสร้างของแนวคิดจากความคิดต่างๆ ที่มีผู้เสนอ ให้ผู้ร่วมอภิปรายเห็นว่าความคิดของพวกเขาถูกนำมาเขียนไว้ในแผนผังดังกล่าว

    การตั้งคำถามที่ดีเป็นเรื่องที่ต้องใช้ศิลปะพอสมควร หวังว่าเทคนิคและข้อแนะนำต่างๆ ข้างต้นจะช่วยให้ครูสามารถใช้คำถามเป็นเครื่องมือในการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ทั้งกับตัวของครูเองและเด็กได้ดียิ่งขึ้นไม่มากก็น้อย


    เวลาที่ตั้งคำถามเด็ก ให้แน่ใจว่าครูได้บรรลุจุดประสงค์ในการถาม มีเหตุผลที่ดีเลิศหลายข้อในการใช้คำถามกับเด็ก คำถามเหล่านี้จะเข้าไปมีส่วนช่วยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของเด็ก และยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่าเด็กเข้าใจสิ่งที่เรียนหรือไม่ นอกจากนี้ยังช่วยครูแก้ปัญหาในส่วนที่เด็กยังสับสน และช่วยให้เด็กสามารถบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ พึงระลึกว่า เทคนิคการตั้งคำถามหากใช้อย่างเหมาะสมจะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับครูในการเรียนการสอน

 

---------

ประโยคบอกเล่า(Affirmative) และประโยคคำถาม(Questions) ในภาษาอังกฤษ
-----------------------------------------------------------------------

ประโยคบอกเล่า (Affirmative)
เป็นประโยคที่ใช้พูดเพื่อบอกเรื่องราว เป็นการให้ข้อมูล หรือเล่าเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งประโยคคำสั่ง ประโยคขอร้องด้วย
รูปแบบประโยค จะประกอบไปด้วย สองส่วน คือ ภาคประธาน และ ภาคกริยา เรียงกันตามลำดับ เช่น

ประธาน (Subject) กริยา (Verb)
Suda smiles.
-----------------------------------------------------------------------

สำหรับประโยคคำสั่ง จะละประธานไว้ในฐานะที่เข้าใจกัน เพราะ การสั่ง คือการพูดให้ผู้ฟังปฏิบัติตาม ดังนั้น ประธานจึงเป็นคำว่า YOU เช่น
Give me a glass of water. (เอาน้ำมาให้แก้วนึง)
-----------------------------------------------------------------------

สำหรับประโยคขอร้อง REQUEST เป็นคำพูดที่ควรใช้บ่อย ๆ เพราะเป็นคำพูดสุภาพที่ขอให้ผู้อื่นช่วย หรือทำอะไรบางอย่าง รูปประโยคก็จะเหมือนประโยคคำสั่ง เพียงแต่มีส่วนที่เป็นคำพูดเพราะ ๆ เพิ่มเข้ามา เช่น
Give me a glass of water, please. (ขอน้ำแก้วนึงครับ)
หรืออาจจะเป็นประโยคคำถามที่เพราะ ๆ ก็ได้ เช่น
Can you give me a glass of water, please? (ช่วยเอาน้ำให้ผมแก้วนึงนะครับ)
-----------------------------------------------------------------------

รูปแบบประโยคบอกเล่า

ประโยค อาจจะประกอบด้วย ประธาน และ กริยาเพียงสองตัวก็ได้ เช่น
   Suda sleeps. (สุดานอน)

ประโยคอาจจะมีคำมาต่อท้ายจากริยาได้อีก เช่น
กรรมตรง (Direct Object) หรือ กรรมรอง (Indirect Object) เช่น
  Suda likes Narumon. (Narumon = Director Object) สุดาชอบนฤมล
  Suda asked Narumon some questions. (Narumon = Indirect Object, some questions = Direct Object) สุดาถามนฤมล 2-3 คำถาม
-----------------------------------------------------------------------

คำที่บอกลักษณะ หรือ คำคุณศัพท์ (adjective) หรือ คำนามที่ต่อจาก verb to be เช่น
  Suda looks tired. (สุดาดูท่าทางเหนื่อย)
  You are the boss. (คุณเป็นหัวหน้า)

คำขยายกริยา (adverb) หรือ กลุ่มของคำขยายของกริยา (adverb เช่น
  Suda sings beautifully. (สุดาร้องเพลงเพราะมาก)
  He took a taxi to the station. (เขานั่งรถแท็กซี่ไปที่สถานี)
-----------------------------------------------------------------------

ประโยคคำถาม (Interrogative)
-----------------------------------------------------------------------

ในภาษาอังกฤษ คำถามสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
คำถามที่ต้องการคำตอบว่า ใช่ หรือ ไม่ใช่ เราเรียกว่าเป็น Yes/No question
ส่วนอีกลักษณะ จะขึ้นต้นประโยคด้วย คำว่า Who, What, Where, When, Why และ How (ใคร อะไร ที่ไหน ทำไม และอย่างไร) ซึ่งเรียกว่าเป็น WH-Question
Yes/No Question
ประโยคคำถามประเภทนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับภาษาไทย ก็คือคำถามที่ถามว่า ใช่หรือไม่ ใช่ไหม เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ฯลฯ การถามคำถามประเภท Yes/No Question นี้ มักจะลงท้ายประโยคด้วยเสียงสูง ตัวอย่างคำถามประเภทนี้ เช่น ถามว่า เมื่อวานไปได้ไปถอนเงินให้ผมหรือเปล่า เป็นต้น คำถามประเภทนี้ ในภาษาอังกฤษ จะมีรูปแบบการถามหลายอย่าง คือ
ขึ้นต้นคำถามด้วย Verb to be เช่น ถามว่า
ผู้หญิงคนนี้สวยไหม? เราถามว่า
  Is this woman beautiful?
ถ้าถามว่า รถคันใหม่ของคุณสีแดงใช่ไหม? เราถามว่า
  Is your new car red?
ถ้าถามว่า บ้านคุณอยู่ไกลหรือเปล่า (ถามคำถามนี้ รู้นะว่าคิดอะไรอยู่) เราถามว่า
  Is your house far from here?
ถ้าภามว่า เด็ก ๆ พวกนั้น เป็นลูกคุณหรือเปล่า เราถามว่า
  Are they your children?
จะเห็นว่า ประโยคภาษาอังกฤษเหล่านี้ ถ้าพูดเป็นประโยคบอกเล่า Verb to be จะอยู่หลังประธาน เช่น
ประโยคบอกเล่า ประโยคคำถาม
   This woman is beautiful.    Is  this woman beautiful?
   Your new car is red.    Is  your new car red?
   Your house is far from here.    Is  your house far from here?
   They are your children.    Are  they your children?

-----------------------------------------------------------------------

ขึ้นต้นคำถามด้วย Verb to do เช่น ถามว่า
คุณต้องการให้ผมช่วยเหลือไหม เราถามว่า
  Do you need my help?
หรือ ถามว่า เธอเป็นคนตื่นนอนเช้าใช่ไหม? เราถามว่า
  Does she get up early?
จะเห็นว่า ประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย Do หรือ Does มาจากประโยคบอกเล่าธรรมดา ที่ไม่มีกริยาช่วยตัวอื่นอยุ่ด้วย ดังนี้
ประโยคบอกเล่า ประโยคคำถาม
   You need my help.    Do  you need my help?
   She gets up early.    Does  she get up early?
-----------------------------------------------------------------------


ข้อสังเกต
เราใช้ Do กับประธานพหูพจน์ และใช้กับ I, You, We, They
ส่วน Does เราใช้กับประธานเอกพจน์ และใช้กับ He, She และ It.
เมื่อมี does มาอยู่หน้าประโยค คำกริยาจะไม่เติม s
ขึ้นต้นคำถามด้วยกริยาช่วยตัวอื่น ๆ
-----------------------------------------------------------------------

ในกรณีที่ประโยคมีกริยาช่วย เช่น can, may, will, could เป็นต้น เราจะเอากริยาช่วย เหล่านี้ มาวางไว้หน้าประโยค เช่น ถ้าต้องการพูดว่า
กรุณาพูดช้าสักหน่อยได้ไหมครับ
  Can you speak slowly, please?
จะกลับมาที่นี่อีกหรือไม่ครับ
  Will you come back?
คุณจะลองใส่ไหมครับ
  Would you like to try it on?
ข้อสังเกต
เรานำคำกริยาช่วย วางไว้หน้าประธาน จากนั้นจึงเรียงประโยคไปตามปกติ
-----------------------------------------------------------------------

WH Question
เป็นการถามรายละเอียด ว่า ใคร(who) ทำอะไร(what) ที่ไหน(where) เมื่อไร(when) ทำไม(why) และอย่างไร(how) โดยมีการเรียงรูปประโยค ดังนี้

คำถาม กริยาช่วย/Verb to be ประธาน (กริยา)+ส่วนอื่น ๆ

ถ้ากริยาในประโยคเป็น Verb to be หรือมีกริยาช่วยตัวอื่น ๆ เราเพียงแต่สลับ Verb to be หรือ กริยาช่วยมาไว้หน้าประธาน ส่วนอื่น ๆ ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม แต่ถ้าประโยคเดิม ไม่มี verb to be หรือ กริยาช่วยตัวอื่น ๆ เราต้องใช้ do หรือ does มาวางไว้หน้าประธาน
ตัวอย่างประโยค
ถ้าต้องการถามว่า.....

คุณมาจากที่ไหน?
  Where are you from?

รถบัสของคุณจอดที่ไหน
  Where is your bus?

คุณจะอยู่ที่นี่นานเท่าไร
  How long will you stay here?

เมื่อวานนี้คุณอยู่ที่ไหน
  Where were you yesterday?

คุณต้องการชมอะไร
  What would you like to see, sir?

คุณจะกลับมาอีกเมื่อไร
  When will you be back?
-----------------------------------------------------------------------

ประโยคปฎิเสธ (Negative)
ประโยคปฏิเสธในภาษาไทยมีคำว่า "ไม่" แต่ในภาษาอังกฤษ จะมีคำว่า "not" อยู่ในประโยค ตำแหน่งในประโยค จะเป็นดังนี้
ประธาน กริยาช่วย/Verb to be not (กริยา)+ส่วนอื่น ๆ

ถ้าประโยคเดิม มี Verb to be หรือ กริยาช่วยตัวอื่น เช่น can, will ฯลฯ อยู่แล้ว คำว่า not จะอยู่หลัง verb to be หรือกริยาช่วยเหล่านั้น แต่ถ้าไม่มี verb to be หรือ กริยาช่วยตัวอื่นใด จะต้องนำ do หรือ does มาช่วยทำให้เป็นประโยคปฏิเสธ
ตัวอย่าง
ถ้าจะพูดว่า .....

ราคาไม่แพง
  It is not expensive.

เราไม่มีสินค้าสีน้ำเงิน
  We don't have the blue one.

ผมไม่ชอบมาสาย
  I don't like being late.

ราคาจะไม่ลงอีก
  The price won't come down.
-----------------------------------------------------------------------

ข้อสังเกต
ในภาษาพูด จะพูดแบบย่อคำ เช่น will not จะพูดว่า won't และ do not จะพูดย่อว่า don't