ประวัตินักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ เบนจามิน แฟรงคลิน นักวิทยาศาสตร์ของโลก

24 พย. 54 961

Benjamin Franklin
เบนจามิน แฟรงคลิน


เบนจามิน แฟรงคลิน เป็นนักวิทยาศาตร์เกี่ยวกับไฟฟ้า การพิมพ์และการเกษตร แม้เขาจะมีโอกาสเรียนหนังสือในโรงเรียนน้อยมาก แต่จากการเป็นนักอ่าน นักค้นคว้าและนักประดิษฐ์นี่เอง ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น เบนจามิน แฟรงคลิน เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม ปี ค.ศ.1706 ในประเทศอังกฤษเขามีพี่น้องทั้งหมด 17 คน เขาเป็นคนที่ 15 บิดามีอาชีพเป็นคนผลิตเทียนไขกับสบู่ ครอบครัวของเบนจามินได้ลี้ภัยทางศาสนาจากประเทศอังกฤษไปตั้งรกรากอยู่ในอเมริกา ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองอาณานิคมของอังกฤษตั้งแต่เขายังอายุน้อย บิดาของเบนจามินได้ส่งเขาเข้าเรียนในโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ใกล้บ้าน แต่ผลการเรียนไม่ค่อยดีนักเพราะอ่อนคำนวณ บิดาจึงให้ออกจากงานโรงเรียนมาช่วยงานทางบ้าน ซึ่งเบนจามินไม่ค่อยชอบงานด้านนี้นัก เพราะชอบงานทางด้านหนังสือ บิดาจึงส่งไปอยู่กับพี่ชายที่เมืองบอสตัน ซึ่ง มีกิจการโรงพิมพ์เป็นของตัวเอง เบนจามิน แฟรงคลิน เริ่มฝึกงานช่างพิมพ์ด้วยเหตุว่าเขาสนใจงานด้านนี้มาก่อน จึงตั้งอกตั้งใจทำงานประกอบกับสนใจทางด้านหนังสือ จึงฝึกเขียนบทความลงในหนังสือโดยสอดไว้ในกองต้นฉบับโดยไม่บอกให้พี่ชายทราบ เจมส์ซึ่งเป็นพี่ชายเมื่ออ่านดูก็ชอบใจและนำลงพิมพ์ออกสู่ท้องตลาดโดยไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร ข้อเขียนนั้นได้รับความนิยมอย่างสูง จนมีการลงพิมพ์ผลงานชิ้นอื่นๆอีกหลายชิ้น แต่พอความจริงเปิดเผยออกมา เจมส์กลับโกรธมาก และไม่ยองลงเรื่องที่เบนจามินเขียนอีกเลย เมื่อขัดใจกับพี่ชาย เบนจามิน แฟรงคลิน จึงลาออกจากงานเดินทางไปเมืองฟิลาเดลเฟียเพื่อทำงานด้านการพิมพ์ของตัวเองขึ้นบ้าง ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มสนใจเกี่ยวกับไฟฟ้า โดยเฉพาะปรากฏการณ์ทางธรรมชาติคือฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่าซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีใครให้คำตอบที่ถูกต้องได้ปีพ.ศ.1752 เบนจามินจึงเริ่มค้นหาความจริงเกี่ยวกับไฟฟ้าในอากาศ โดยใช้วิธีชักว่าวขึ้นไปบนท้องฟ้าเวลาฝนตกซึ่งเป็นการทำที่เสี่ยงอันตรายมาก ว่าวของเขาทำจากผ้าแพรปิดบนโครง มีเหล็กแหลมติดที่ตัวว่าว ปลายสายผูกลูกกุญแจทองเหลืองและใช้ริบบิ้นผูกกับสายว่าวอีกทีหนึ่งเพื่อใช้เป็นที่จับ พอฝนเริ่มตั้งเค้า เขาก็เริ่มส่งว่าวขึ้นสู่ท้องฟ้า พอโดนฝนสายเชือกที่ชักว่าวก็เปียกโชก มันจึงกลายเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี และไฟฟ้าในกลุ่มเมฆก็เคลื่อนที่จากตัวว่าวมาสู่ลูกกุญแจทางสายป่าน เบนจามินทราบดีว่าริบบิ้นเป็นฉนวนป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าไหลผ่านเข้าสู่ตัวเขา ดังนั้นเขาจึงได้รับอันตรายจากการทดลองครั้งนี้ เบนจามินทำการทดลองต่อไป โดยเอาเศษหญ้าจ่อชิดลูกกุญแจ ก็เกิดประกายไฟจากลูกกุญแจมาสู่มือของเขา และเมื่อเขาลองเอากุญแจหย่อนลงเกือบถึงพื้นดิน ก็เกิดประกายไฟฟ้าระหว่างพื้นดินกับลูกกุญแจอีก เขาจึงลงความเห็นว่าไฟฟ้า ที่มีอยู่ในอากาศนั่นเองเป็นตัวการทำให้เกิดฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่า การจะป้องกันอันตรายที่จะเกิดจากการถูกฟ้าผ่าก็คือการระบายประจุออกจากไฟฟ้าที่มีสะสมอยู่ในก้อนเมฆในอากาศให้ลดน้อยลง ซึ่งจะทำได้ก็โดยการใช้โลหะปลายแหลมและสายไฟฟ้าที่เป็นสื่อไฟฟ้าตั้งไว้ในที่สูงแล้วต่อมายังพื้นดิน และฝังส่วนปลายที่จ่อลงดินไว้กับแผ่นโลหะขนาดใหญ่ให้ลึกเพื่อเป็นการระบายประจุไฟฟ้า แต่ต้องไม่ให้สายที่ต่อนั้นโค้งงอจนเป็นมุมฉากเพราะอาจเกิดการลัดวงจรได้ ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้ซึ่งเรียกกันว่า “สายล่อฟ้า” นอกจากการคิดประดิษฐ์สายล่อฟ้าแล้ว เบนจามิน แฟรงคลินยังมีความรอบรู้เกี่ยวกับเกษตร โดยเป็นคนแรกที่แนะให้เกษตรกรแก้ความเป็นกรดของดินโดยการโรยปูนขาว ซึ่งนับเป็นประโยชน์ในการเกษตรกรรมเป็นอันมาก จากการเป็นนักคิด นักประดิษฐ์นี่เอง ทำให้เบนจามินได้รับการยกย่อง และได้รับเกียรติจากราชสมาคมอังกฤษให้เข้าเป็นสมาชิกด้วย ซึ่งการเข้าเป็นราชสมาคมอังกฤษสมัยนั้นนับว่ายากที่สุด และสิ่งที่น่าสรรเสริญเกี่ยวกับตัวเขาอีกอย่างหนึ่งนั่นคือ ผลงานและสิ่งประดิษฐ์ต่างๆของเขานั้น ไม่เคยนำไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์เลย ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อื่นมีสิทธิ์ที่จะประดิษฐ์สิ่งนั้นขึ้นใช้ได้ นอกจากจะไม่หวงผลงานแล้ว เขากลับส่งเสริมและแนะนำบุคคลอื่นๆ ให้มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เขารู้อีกด้วย นับว่าเขาเป็นคนที่น่ายกย่องสรรเสริญที่สุดคนหนึ่ง เมื่ออเมริกาได้รับอิสรภาพ เบนจามิน แฟรงคลินก็ได้รับการติดต่อให้เข้ารับตำแหน่งหน้าที่อันใหญ่โตผู้หนึ่งในคณะผู้บริหาร แต่เขาก็ตอบปฏิเสธไปโดยเห็นว่าตัวเองอายุมากแล้ว และอยากจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบกับงานเขียนและงานพิมพ์ที่เขาชื่นชอบ

เบนจามิน แฟรงคลิน ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 1790 ขณะมีอายุได้ 84 ปี