ยาคุมกำเนิดเพศชาย ผลข้างเคียงของการกินยาคุมกำเนิด การเปลี่ยนยี่ห้อยาคุมกำเนิด

4 เมย. 55     4626

 

ชนิดยาคุมกำเนิด ยาคุมกำเนิดไดแอน ใช้อย่างแพร่หลาย




        ปัจจุบันการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดมีการใช้อย่างแพร่หลายและกระจายไปในหญิงทุกกลุ่ม โดยที่ยาคุมกำเนิดเองก็มีมากมายหลายยี่ห้อ ส่วนใหญ่เรามักจะพบปัญหาในการใช้ยาคุมกำเนิด โดยที่คนไข้มักจะไปหาซื้อยามาใช้เองตามร้านขายยา หรือไม่ก็มักจะถามจากเพื่อนๆ ซึ่งเมื่อใช้ยาไปแล้วก็จะมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นตามมา จนบางคนก็ไม่สามารถทนยาได้ต้องเปลี่ยนเป็นยาตัวอื่นหรือหาซื้อยามาเพื่อแก้อาการเหล่านั้น อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์จากการได้ยาไม่ครบตามจำนวนหรือเกิดปฏิกิริยาระหว่างยาคุมกำเนิดกับยาอื่นที่ได้รับเข้าไป ดังนั้นเราจะต้องเลือกใช้ยาคุมกำเนิดให้เหมาะสมกับตัวเอง
สารบัญ


ชนิดของยาเม็ดคุมกำเนิด

1. ยาคุมกำเนิดชนิดรวม (combined pills)

        ยาทุกเม็ดจะมีส่วนประกอบของเอสโตรเจน (estrogen) และโปรเจสเตอโรน (progesterone) ในขนาดเท่ากันทุกเม็ด โดยมีอยู่ 21 เม็ด ส่วนยาคุมชนิด 28 เม็ด อีก 7 เม็ด จะเป็น vitamin, staech หรือ ferrous fumarate

2. ยาคุมกำเนิดเลียนแบบธรรมชาติ (sequential pills)

        ยาชุดหนึ่ง 15-16 เม็ดแรก ประกอบด้วยเอสโตรเจนอย่างเดียว ส่วน 4-5 เม็ดหลังจะมีทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ทั้งนี้เพื่อเลียนแบบธรรมชาติแต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช้ยาคุมกำเนิดเลียนแบบธรรมชาติแล้ว เนื่องจากเกิดอาการข้างเคียงมาก และประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดไม่แน่นอน

    Mini pills ยาทุกเม็ดประกอบด้วยโปรเจสเตอโรนอย่างเดียวในขนาดน้อยมาก
    Postcoital or morning after pills เป็นยาคุมกำเนิดชั่วคราวที่ใช้ระยะสั้น
 คุณประโยชน์ของยาคุมกำเนิด

        ยาคุมถึงจะมีไว้เพื่อคุมกำเนิดก็จริง แต่รู้ไหมว่ายาคุมกำเนิดยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่นด้วยเช่นกัน

    ช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้องและอาการเครียดก่อนและขณะมีประจำเดือน รวมถึงช่วยป้องกันและลดภาวะโลหิตจาง และลดอาการปวดศีรษะไมเกรน
    ช่วยลดภาวะการเกิดสิว หน้ามัน และขนดก เพราะยาคุมกำเนิดบางชนิดจะมีฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมนเพศชาย จึงช่วยทำให้อาการดังกล่าวลดลงได้
    ช่วยให้กระดูกแข็งแรง จากผลการวิจัยพบว่ายาคุมกำเนิดจะช่วยควบคุมฮอร์โมนภายในร่างกายให้อยู่ในระดับสมดุล จึงช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงก่อนและหลังหมดประจำเดือนได้
    ช่วยลดอาการผิดปกติก่อนมีประจำเดือน โดยยาคุมกำเนิดจะมีส่วนช่วยบรรเทาและลดระยะเวลาของอาการผิดปกติก่อนมีประจำเดือน เช่น อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ท้องอืด มือเท้าบวมหรือปวดเมื่อยตามตัว
    ช่วยลดอุบัติการณ์ของมะเร็งรังไข่ เนื่องจากยาคุมกำเนิดจะป้องกันไม่ให้มีการตกของไข่ ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบต่อผิวของรังไข่ และทำให้ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ผิวรังไข่
    ช่วยลดอุบัติการณ์ของภาวะอักเสบในอุ้งเชิงกราน เพราะฮอร์โมนในยาคุมกำเนิดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของมูกบริเวณปากมดลูก โดยทำให้เหนียวข้นขึ้น จึงช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคผ่านเข้าไปในโพรงมดลูกและอุ้งเชิงกราน


การออกฤทธิ์

        ยาอาจจะออกฤทธิ์ที่ใดที่หนึ่งหรือหลายแหล่ง

    Hypothalamic pituitary ระงับไม่ให้มีการตกของไข่
    เยื่อบุมดลูก ถ้าใช้ยาคุมนานๆ เยื่อบุมดลูกจะบางลงไม่เหมาะสมกับการฝังตัวของตัวอ่อน
    มูกที่ปากมดลูก ทำให้มูกที่ปากมดลูกมีสภาพเป็นมูกข้น ทำให้ตัวอสุจิเคลื่อนไหวไม่ได้
    ท่อน้ำไข่ ทำให้ความสามารถในการผสมของตัวอสุจิเสียไป


 วิธีใช้ยาคุมกำเนิด


        วิธีใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด การเริ่มต้นรับประทาน

    ชนิด 21 เม็ด เริ่มวันที่ 1 ถึง 5 ของการมีรอบเดือน จนหมดแผง แล้วเว้น 7 วัน

    ชนิด 28 เม็ด เริ่มวันที่ 1 ของรอบเดือนรับประทานจนหมดแผงแล้วต่อแผงใหม่ทันที เวลาที่รับประทานยา หลังอาหารเย็น หรือ ก่อนนอน แต่ควรเป็นเวลาเดียวกันทุกวัน

การปฎิบัติเมื่อลืมรับประทานยา

    ให้รับประทานทันทีที่นึกได้ และรับประทานเม็ดต่อไปตามปกติ
    ถ้านึกได้เมื่อถึงเวลารับประทานยาเม็ดต่อไป ให้รับประทานยา 2 เม็ด พร้อมกัน
    ถ้าลืม 2 เม็ดติดกัน ( ลืมทานยาไป 2 วัน ) ควรรีบรับประทานยา 2 เม็ดเมื่อนึกได้ และรับประทานอีก 2 เม็ด ในวันต่อไป ( ควรใช้วิธีคุมกำเนิดชนิดอื่นๆร่วมด้วย )
    ถ้าลืมมากกว่า 2 เม็ด ให้หยุดรับประทานยา แล้วคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่น การลืมรับประทานยา เกิน 8 ชั่วโมง อาจมีโอกาสตั้งครรภ์ได้

การปฎิบัติเมื่อรอบเดือนขาดหายไป' ระหว่างที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด

    ในเดือนแรก ถ้าไม่ลืมรับประทานยา ให้รับประทานยาต่อไปตามปกติ
    ถ้ารอบเดือนหายไป 2 เดือน ควรปรึกษาแพทย์
    ถ้าลืมรับประทานยา แม้รอบเดือนขาดไปเพียงครั้งเดียวก็จำเป็นต้องตรวจ


อาการข้างเคียง

    คลื่นไส้ มักเกิดเมื่อกินยาแผงแรก โดยเฉพาะ 2-3 เม็ดแรก อาการจะค่อยๆ ลดลง และจะพบน้อยมากภายหลังรับประทานไปแล้ว 3 แผง การเลือกยาที่มีเอสโตรเจนต่ำหรือเปลี่ยนแปลงชนิดของเอสโตรเจนอาจจะช่วยให้อาการหายไปได้
    ฝ้าขึ้นที่หน้า ฝ้าที่หน้าอาจจะเกิดเพียงจางๆ ที่แก้มหรือริมฝีปากบน แต่บางรายฝ้ามาก อาจจะหลังการกินยาเพียง 2-3 เดือน หรืออาจจะเกิดช้าเมื่อหยุดยาฝ้าจะจางลง
    น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น อาจเกิดเนื่องจากฤทธิ์ในการเสริมสร้าง (anabolic effect) ทำให้อยากรับประทานอาหารมากขึ้น ซึ่งเป็นผลของโปรเจสเตอโรน หรือทำให้มีไขมันใต้ผิวหนัง น้ำ และโซเดียมคั่ง ซึ่งเป็นผลของเอสโตรเจน เต้านมคัดและเจ็บ
    ปวดศีรษะ วิงเวียน และมีอาการซึมเศร้า อาจจะเป็นผลโดยตรงจากยาหรืออาจเนื่องจากการคั่งของน้ำและโซเดียม
    สิวขึ้นและผมร่วง การเลือกใช้ยาคุมชนิดที่มีฤทธิ์ทางแอนโดรเจนน้อย
    อาการข้างเคียงที่พบได้น้อย แต่มีอาการรุนแรง ไม่ใคร่พบในคนไทย ได้แก่โรคหลอดเลือดอุดตัน เส้นเลือดในสมองแตกหรืออุดตัน (cerebrovascular accident) โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคของถุงน้ำดี

 ข้อห้ามในการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด

        ผู้ที่ห้ามใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดได้แก่

    ตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ ดังนั้นในรายที่ประจำเดือนไม่มา ควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนที่จะเริ่มให้ยาเม็ดคุมกำเนิด
    โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูงชนิดรุนแรง
    ระบบไขมันในร่างกายผิดปกติ
    โรคที่เกี่ยวกับระบบการแข็งตัวของเลือด
    โรคตับอักเสบเฉียบพลัน
    มะเร็งที่มีการเจริญเติบโตขึ้นกับฮอร์โมน เช่นมะเร็งเต้านม และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
    เลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก โดยยังไม่ทราบสาเหตุ

ยาคุมหลังร่วมเพศ

    Postinor (Levonorgestrel 0.75 mg.) เป็นยาคุมกำเนิด ที่ใช้หลังร่วมเพศ ใช้ทาน หลังร่วมเพศ 1 เม็ด ภายใน 1 ชั่วโมง และถ้ามีการร่วมเพศ หลังจากนั้นอีก 3 ชั่วโมง ให้ทานเพิ่มอีก 1 เม็ด ไม่ควรใช้เกิน 4 ครั้งต่อเดือน
    ยาที่มี Levonorgestrel 0.25 (หรือ Norgestrel 0.50) + EE 0.05 mg. ให้หลังร่วมเพศ 2 เม็ด ภายใน 72 ชั่วโมง และทานเพิ่มอีก 2 เม็ด หลังจาก ทานครั้งแรกแล้ว 12 ชั่วโมง
    ยาเหล่านี้ ใช้ในกรณีฉุกเฉิน ไม่ควรใช้ ติดต่อกัน หรือใช้แทน การคุมกำเนิดทั่วไป เนื่องจาก ผลที่ได้ไม่แน่นอน และ จะมีอาการข้างเคียง ที่รุนแรง และอาจจะมี การตกเลือดได้

 ยาคุมกำเนิดของเพศชาย
ฮอร์โมนที่มีผลยับยั้งการสร้างตัวอสุจิ

        ฮอร์โมนที่สำคัญที่สุดในเพศชายคือ เทสทอสเตอโรนจากอัณฑะ เทสทอสเตอโรนมีบทบาทสำคัญในการสร้างตัวอสุจิ ซึ่งจะถูกควบคุมโดยฮอร์โมนผ่านทาง hypothalamic-pituitary-testicular system คือ gonadotropin- releasing hormone (GnRH)ซึ่งจะควบคุมโดยการกระตุ้น FSHและ LH เพื่อให้มีการสร้างอสุจิ


        การที่ใช้ GnRH analogues กดการทำงานของต่อม pituitary นั้น จะทำให้ระดับของเทสทอสเตอโรนและอสุจิลดลง และจะหายไปเมื่อให้เทสทอสเตอโรน นอกจากนี้ พบว่าพันธุกรรมน่าจะมีผลต่อการสร้างอสุจิ ซึ่งมีการศึกษาเปรียบเทียบผลของ ester Androgen 2 ตัวคือ testosterone enanthate และ19-nortestosterone-4-(hexyloxy)-phenylpropionateในการกดการสร้างตัวอสุจิในอาสาสมัครชาวอินโดนีเซียพบว่า 95.6% ในกลุ่มที่ ได้รับtestosterone ester และ 97.8% ของกลุ่มที่ได้รับ 19-nortestosterone ester เกิดภาวะไม่พบตัวอสุจิในน้ำอสุจิ แต่จากการศึกษาต่อมาพบว่า testosterone enanthate มีอาการไม่พึงประสงค์หลายประการ เช่นน้ำหนักเพิ่มขึ้น ก้าวร้าวเพิ่มขึ้น และมีสิวอย่างรุนแรง ดังนั้นในปัจจุบันจึงยังไม่มีGnRH analogues ใดที่นำมาใช้เป็นยาคุมกำเนิดเพศชาย และในปัจจุบันเทสทอสเตอโรนก็ยังเป็นฮอร์โมนเพศชายที่มีผู้สนใจนำมาศึกษาเป็นยาคุมกำเนิดในเพศชาย เนื่องจากเทสทอสเตอรอลมี first pass metabolismจึงไม่เหมาะที่จะใช้โดยการรับประทานขนาดที่ให้ต่อวันจึงสูงซึ่งไม่เหมาะในการใช้ระยะยาว ซึ่งปัจจุบันมีการทดลองใช้ยาในรูปครีม และแผ่นปิด ผิวหนัง

        Inhibin ก็เป็นสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างและการหลั่ง FSH แต่ไม่มีผลต่อ LH กลไกที่เป็นไปได้ของ inhibin คาดว่าจะเกิดการยับยั้งต่อการทำงานของ sertoli cells แต่ข้อจำกัดของinhibin คือ อัตราการขับออกจากไตสูง ปัจจุบันจึงมีการศึกษาโดยปรับปรุงที่ระบบนำส่งยาโดยวิธีอื่นที่ไม่ใช่โดยการรับประทาน เช่นกันอีกวิธีหนึ่งคือ การใช้ฮอร์โมนเพศหญิงเพื่อเป็นยาคุมกำเนิดในเพศชายนั้น แต่พบอาการที่ไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง คือเกิดการแสดงลักษณะของเพศหญิงที่เด่นออกมา เช่น เกิดหน้าอกโตเป็นต้น และมีผลต่อ metabolism ของไขมัน
[แก้ไข] สารที่ไม่ใช่ฮอร์โมนที่มีผลยับยั้ง การสร้างอสุจิ

สารหรือยาที่มีผลยับยั้งการสร้างตัวอสุจิ

        สารเหล่านี้มีผลการยับยั้งการสร้างตัวอสุจิแบบถาวร และแบบชั่วคราว โดยไม่มีผลต่อการสร้าง gonadotropin คือ

    สารประกอบ bisdichloroacetyl diamines ได้มีการทดลองให้ในอาสาสมัครขนาด 1-2 g ทุกวัน พบว่าการสร้างตัวอสุจิลดลงจนหยุดสร้างภายใน 10 สัปดาห์ และกลับสู่ปกติหลังหยุดยา 12-14 สัปดาห์ แต่พบว่าสาร

ประกอบนี้จะเหนี่ยวนำให้เกิด disulfiram effectในผู้ชายที่ดื่มแอลกอฮอล์ และมีผลต่อ metabolism ที่ตับ

    ยาในกลุ่ม sulfonamide เช่น sulfasalazine พบว่าสามารถกดการสร้างตัวอสุจิอย่างอ่อน โดยจะมีผลรบกวนต่อการสังเคราะห์ folate ในจุลชีพ โดยยับยั้ง dihydrofolatesynthetase ที่ใช้ในการสร้าง tetrahydrofolate-cofactor

สารหรือยาที่มีผลรบกวนหน้าที่ของตัวอสุจิ

        โดยจะไปมีผลตรงขั้นตอนระหว่างการเจริญเติบโตและพัฒนาของตัวอสุจิ เนื่องจากยาจะออกฤทธิ์เร็วกว่ายาที่ผ่านกลไกอื่น มีความเสี่ยงน้อยต่อพันธุกรรม และพบว่ามีผลข้างเคียงต่อหน้าที่ของ sertoli cell น้อย จึงไม่มีผลต่อต่อม pituitary หรือต่อม hypothalamus

แหล่งข้อมูลจาก:http://www.panyathai.or.th