นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน-ผีก่องก่อย (ผีกองกอย)

5 ตค. 56 7134

นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน สั้นๆ นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน เรื่อง ผีก่องก่อย นิทานพื้นบ้านของภาคอีสานผีก่องก่อย นิทานผีก่องก่อย

นิทานพื้นบ้านภาคอีสาน-ผีก่องก่อย (ผีกองกอย)

แม่เล่าให้ฟังตั้งแต่เด็กเลย นิทานเรื่องนี้ เรานี่กลัวมาก

ผีเอย…….ผีก่องก่อย…..มากินตับเด็กน้อยที่มันขี้ดื้อ

ผู้ใดฮ้องไห้ฮื่อๆ…….สิจกใส้กินตับกินไต

.

จำได้ว่าสมัยเป็นเด็กประถม แม่จะเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนเสมอๆ

และหนึ่งในนิทานที่ฟังบ่อยๆก็คือเรื่อง ผีก่องก่อย ..

.

ผีก่องก่อยเป็นผีป่าชนิดหนึ่ง มักอาศัยอยู่ในด่าทึบรกชัด และออกหากินเวลาดึกดื่นเที่ยงคืน

เพราะเป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบ และปราศจากผู้คน อีกทั้งอาหารก็หาง่าย

อาหารของมันก็คือ ปลา กบ เขียด กุ้ง หอย หากหาไม่ได้ ก็จะกิน หมา แมว และไปลักเป็ด ไก่

ของชาวบ้นมากิน หรือ กินแม้กระทั่งเด็ก

.

ลักษณะของผีก่องก่อยจะเหมือนกับคนทุกอย่าง จะต่างก็ตรงรูปร่างเล็กผอม ใบหน้าลีบแหลม

และส้นเท้าหันไปข้างหน้า ปลายเท้าจะหันไปข้างหลัง รอยเท้าจึงเหมือนกับคนเดินกลับหลัง

เวลาออกหากินดึกๆ มันจะส่งเสียงร้องว่า ” ก่องก่อย ก่องก่อย”

เมื่อหิวมากๆ จะร้องว่า “ก่องก่อย ก่องก่อย ก๊อก”

เสียง”ก๊อก” ที่ลงท้ายเป็นสัญญาณบอกว่า มันหิวสุดขีด

.

เวลาพูด มันจะพูดตรงข้ามกับสิ่งที่มันต้องการสื่อความหมาย เช่น ขาว จะหมายถึง ดำ

จะไปแป๊ปเดียว ก็หมายถึงจะไปนานมาก

.

มันจะมีฤทธิ์เดชหลายอย่าง เช่น วิ่งได้เร็วดั่งสายลม มีพละกำลังแข็งแรงดั่งยักษ์โข

มันมีจุดอ่อนอย่างเดียว คือ กลัวเวียด(กลัวคนเวียดนาม)

ถ้าหากว่ามันได้ยินเสียงภาษาเวียด(นาม) มันก็จะ รีบวิ่งหนีสุดชีวิต

ดังนั้นเพื่อป้องกันการเผชิญหน้ากับผีก่องก่อย

ก่อนเข้าป่าเราต้องฝึกพูดภาษาเวียด อย่างน้อยก็ต้องให้ได้คำว่า

“ดี่เด่า ดี่เดือก”

ฉันเผลอนอนหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ .. มารู้สึกตัวอีกทีก็เห็นใบหน้าแหลมๆเล็กๆลอยอยู่ตรงหน้า

ขนหัวฉันลุกตั้งชัน…พลางรีบท่อง นะโม นะโม… ในใจ ..ไม่ใชสิ ผีก่องก่อยกลัวเวียดนี่…

“ดี่เด่า ดี่เดือก ๆ ๆ…..” ฉันพยายามท่องออกไปสุดเสียง..

.

” ฉาย ..ฉาย ….เป็นหยัง ละเมอหยังประหลาดแท้…” เสียงอ้ายดังอยู่ข้างๆ

“…..!! น้องคิดว่าผีก่องก่อย….”

ฉันไม่กล้าบอกว่า เห็นหน้าอ้ายนั่นแหละเป็นก่องก่อย ….

.

” เคยฟังบ่ล่ะ ” อ้ายถามฉัน

“จำไม่ได้แล้วค่ะ พี่เล่าอีกทีได้ไหมอะ … นะ ….นะ ” … นานๆมีคนมาให้อ้อน

” ใหญ่แล้วยังเฮ็ดโตปานเด็กน้อย ” ….

สุดท้ายอ้ายก็ต้องยอมเล่าแต่โดยดี

.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพี่น้องอยู่สองคน มีอาชีพทำนา

เมื่อหน้าแล้งมาเยื่อน ก็ทำนาไม่ได้ ผู้เป็นพี่ชายจึงได้ไปหาปลาในห้วย ซึ่งอยู่ไกลออกไป

ทุกๆเช้าเขาจะไปกู้ลอบ ที่ดักปลาไว้

วันหนึ่งเขาไปกู้ลอบตามปกติ แต่ปรากฏว่า ไม่มีปลาเลยสักตัว

ซึ่งปกติแล้ว จะต้องมีปลาติดอยู่ตัวหรือสองตัว เขาคิดว่าจะต้องมีคนมาขโมยปลาเขาแน่ๆ

คิดดังนั้นเขาจึงเดินสำรวจบริเวณรอบๆ แล้วเขาก็พบรอยคนเท้าเล็กๆ ซึ่งไม่น่าจะยาวเกิน3นิ้ว

“ในโลกนี้คือสิมีคนตีนน้อยแนว(แบบ)นี้” เขาคิดในใจ

“ถ้าเป็นตีนเด็กน้อย ขนาดนี้ก็ยังย่าง(เดิน)บ่ทันเป็น” คิดแล้วเขาก็เอาลอบลงน้ำตามเดิม

.

วันรุ่งขึ้น ก็เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก มันทำให้เขาโมโห และคิดว่าต้องจับให้ได้ว่าใครเป็นคนขโมย

คิดดังนั้น เขาจึงไปแอบคอยดักดูอยู่พุ่มไม้ใกล้ๆกับลอบดักปลาทั้งคืน เขาอดตาหลับขับตานอน

หลับๆตื่นๆ จนเวลาล่วงมาใกล้รุ่งสาง .. เขาก็ได้ยินเสียง คล้ายกับคนเดินมาเบาๆ

แล้วเขาก็ได้เห็น ผีก่องก่อยยืนอยู่ริมตลิ่ง มันเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆผมยาวเหมือนแม่มด

ไม่สวมเสื้อผ้า ยืนเปือยกายอยู่ตรงหน้า และทำท่ากำลังจะขโมยปลาของเขา

.

ความโกธรทำให้เขาลืมตัว ระเบิดโทสะออกไป

” กูสิสับมึงให้แหลกปานลาบพู้นล่ะ อีขี่ลัก” เขาตะโกนออกไปพร้อมกับกระโจนออกจากที่ซ่อน

ถึงแม้ว่าเขาจะแข็งแรงมากแต่ก็ไม่สามารถจับตัวผีก่องก่อยได้

ในที่สุด เขาเองกลับเป็นฝ่ายที่ถูกผีก่องก่อยจับตัวไปขังไว้ที่ถ้ำของมัน

พร้อมกับบังคับให้เขาเป็นผัว

.

และทุกครั้งที่ผีก่องก่อยออกไปหากิน มันจะเอาหินก้อนใหญ่มาปิดปากถ้ำไว้

หนึ่งปีผ่านไป เขาก็มีลูกชายกับผีก่องก่อย 1 คน เขามีหน้าที่เลี้ยงลูกยามที่ผีก่องก่อยไม่อยู่

และเขาต้องอยู่แบบนี้นานถึง 3 ปี

.

อยู่มาวันหนึ่ง ลูกชายของเขาได้พยายามดันก้อนหินออกจากหน้าถ้ำ

ด้วยพละกำลังที่ได้มาจากแม่ผู้เป็นผีก่องก่อย ทำให้เด็กน้อยสามารถเปิดปากถ้ำให้ผู้เป็นพ่อ

หลบหนีออกไปได้

.

พอปากถ้ำเปิด เขาก็รีบวิ่งกลับบ้านอย่างสุดชีวิต …ถึงเขาจะวิ่งได้เร็วแค่ไหน

แต่ก็ยังช้ากว่าผีก่องก่อย ทันทีที่ผีก่องก่อยรู้ว่าเขาหนีไป มันก็รีบวิ่งตามมาติดๆ

เขาวิ่งจะถึงหมู่บ้านอยู่แล้ว …ช้าไปเสียแล้ว ผีก่องก่อยวิ่งตามเขาทัน..

เมื่อรู้ตัวว่าไม่พ้นเงื้อมือมัน เขาจึงรีบล้มตัวลงนอน แกล้งตายอยู่ตรงนั้น

เมื่อผีก่องก่อยมาถึงตัวเขา มันก็เดินวนรอบตัวเขา พร้อมกับเอามือจั๊กจี้เอวเขาดู

เขาเป็นคนที่มีความอดทน ไม่บ้าจี้ จึงนอนแน่นิ่งอยู่อย่างนั้น

พร้อมกันนั้นเขาก็ค่อยๆผายลมออกมาอย่างแผ่วเบา กลิ่นเหม็นจากตดของเขาตลบอบอวนไปทั่ว

ผีก่องก่อยเห็นดังนั้นก็ร้องไห้เศร้าโสกเสียใจด้วยความอาลัยรัก เมื่อมั่นใจแน่ว่าเขาตายแล้วจริงๆ

มันจึงเอาฆ้องวิเศษให้เขา 1 อัน พร้อมกับบอกว่า

“เมื่อเจ้าต้องการหยัง ก็ให้ตีฆ้องเทื่อหนึ่ง”

.

พอผีก่องก่อยลับตาไปแล้วชายหนุ่มก็รับเข้าบ้าน กลับมาแล้วความเป็นอยู่ของเขาก็ดีขึ้น

เพราะว่าอยากได้อะไรก็แค่ตีฆ้องวิเศษ เมื่อน้องชายเห็นดังนั้นก็อยากได้บ้าง

จึงได้ถามว่า เขาได้มันมายังไง และหายไปไหนมาตั้ง 3 ปี

เขาจึงเล่าให้น้องชายฟังอย่างละเอียด เมื่อน้องชายเขาฟังจบก็พูดว่า

“ข้อยก็อยากรวยคือกัน”

.

เมื่อน้องชายเขาคิดดังนี้แล้วจึงได้ออกไปหาผีก่องก่อยให้ผีก่องก่อยจับตัวไป

แล้วก็หนี่กลับมา แต่เขาโชคไม่ดีเหมือนพี่ชายเขาเพราะ

เขาไม่สามารถอดกลั้นเสียงหัวเราะไว้ได้ ตอนที่เขาโดนผีก่องก่อยจั๊กจี้ที่เอวนั้น

เขาก็หัวเราะชักดิ้นชักงอ….ผีก่องก่อยจึงรู้ว่าเขาไม่ได้ตาย

มันจึงเอามือจก(ล้วง)กินตับไตใส้พุงของเขาจนหมดเกลี้ยง …

.

.

อ้ายเล่านิทานจบ ก็หันมามองหน้าฉัน … พร้อมกับทำหน้าตาหน้ากลัว

“นี่แหนะ.ๆๆ..”

ฉันรีบยื่นมือไปจั๊กจี้เอวอ้าย พร้อมกับวิ่งหนีรอบบ้าน ……..

    Link    http://www.esantalk.com/