หมวดหมู่
หน้าหลัก       ยินดีต้อนรับสู่คลังความรู้มุสลิมไทยโพสต์

วิธีลดความอ้วนที่ได้ผลเร็วที่สุด วิธีลดความอ้วน ภายใน 7 วัน วิธีลดความอ้วนแบบธรรมชาติ วิธีลดความอ้วนภายใน3วัน วิธีลดความอ้วนของผู้ชาย ภาษาอาหรับที่เจอบ่อย      คำง่ายๆภาษาอาหรับ    ศัพท์เกาหลีแบ่งเป็นหมวด    คำศัพท์เกาหลี เรียกญาติ    ศัพท์เกาหลีง่ายๆ     
   คำศัพท์ญี่ปุ่น เรียกญาติ    วันเดือนปีในภาษามลายู    การเขียนวันเดือนปีในภาษามลายู    ศัพท์ยาวี    ศัพท์ญี่ปุ่นแบ่งเป็นหมวด     ภาษาไทยน่ารู้    
สระ 32 ตัว    ซาร่า ปาทาน    ขวัญกมล ปาทาน    น.ส.ขวัญกมล ปาทาน     ศัพท์อาหรับที่เจอบ่อย ศัพท์ญี่ปุ่นง่ายๆ  

 


ค้นหา
หากมีคำค้นหลายตัว สามารถคั่นด้วย comma (,)
หน้าหลัก >> รถยนต์ >> การขับรถเกียร์ออโต้
พิมพ์หน้านี้  |  ส่งให้เพื่อน
วิธีการขับรถเกียร์ออโต้ที่ถูกต้อง
คำค้น : วิธีขับรถเกียร์ออโต้ , การขับรถเกียร์ออโต้

วิธีการขับรถเกียร์ออโต้ที่ถูกต้อง ขั้นตอนการขับรถเกียร์ออโต้ ข้อควรระวังในการขับรถเกียร์ออโต้

วิธีการขับรถเกียร์ออโต้ที่ถูกต้อง

เรียนขับรถด้วยตัวเอง

ตอนนี้  โรงเรียนที่มีการสอนขับรถยนต์  มีมาก  และบางคนก็เลือกที่จะเรียนด้วยตัวเอง  เลยมีเคล็ดลับ  เล็กน้อยมาฝาก  สำหรับใครที่อยากเรียนรู้ด้วยตัวเอง

สำหรับ  เกียร์  ออโต้

P        ใช้สำหรับ   จอดสนิทไม่สามารถเข็ญรถไปมาได้  และใช้  สตาร์ด  เครื่องยนต์

R        ใช้สำหรับ   ใช้ในการขับถอยหลัง

N        ใช้สำหรับ   จอดรถสามารถเข็ญรถไปมาได้  และใช้  สตาร์ด  เครื่องยนต์

D        ใช้สำหรับ   ใช้ในการขับเดินหน้า

D2      ใช้สำหรับ   ใช้ในการขับเดินหน้าหรือใช้ในการแร่งความเร็ว 

L        ใช้สำหรับ   ใช้ในการขึ้นที่ลาดชัน  มาก ๆ

หมายเหตุ  สัญลักษณ์บางอย่างก็อาจมีการเปลี่ยนเป็นแบบอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับ  ยี่ห้อของรถ 

ข้อควรระวังในการขับรถเกียร์ออโต้  คือก่อนเปลี่ยนเกียร์ทุกครั้งจะต้องเปรคให้สนิค 

เพื่อความปลอดภัย

ของตัวเอง 

เรียนขับรถด้วยตัวเอง หัดขับรถครั้งแรก

สำหรับมือใหม่หัดขับ รถเกียร์ออโต้ทุกชนิด

หัดเรียนขับรถด้วยตัวเอง ต้องมีคนชำนาญนั่งแนะนำไปด้วย

ข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ | ข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ ชุดที่ 2 | การสอบใบขับขี่ | เรียนขับรถด้วยตัวเอง


เรียนขับรถด้วยตัวเอง

เนื้อหานี้ ไม่ได้ชี้แนะให้ท่าน อ่านแล้วเอาไปลองขับรถด้วยตัวเองเพียงลำพังคนเดียว สำหรับมือใหม่จำเป็นอย่างยิ่ง จะต้องมีผู้ชำนาญที่เป็นคนสนิทกับตัวเรา นั่งไปกับเราเพื่อเป็นผู้แนะนำด้วย เว้นแต่ว่าเราพอขับได้แล้ว จะลองขับ คนเดียว ในสถานที่โล่งๆ แต่ก็ควรจะมีผู้แนะนำยืนดูอยู่นอกรถตรงที่เราหัดด้วย การหัดขับรถนั้นไ่ม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงแต่เราฝึกตั้งแต่ตอนที่ไม่ได้อยู่ในรถ ฝึกเพื่อให้ตัวเองเข้าใจ ทั้งในเรื่องการหมุนพวงมาลัย ไปทางไหน แล้วรถจะเคลื่อนที่ไปทางไหน, ฝึกเหยียบเบรค, ฝึกแตะคันเร่งเบาๆแล้วค่อยๆเร่ง พยายามสร้างความมั่นใจในการขับขี่ หมั่นฝึกบ่อยๆ ก็จะเป็นเอง เช่นเดียวกับการขี่จักรยาน สิ่งสำคัญที่สุดคือความไม่ประมาท ที่จะช่วยเซฟตัวเองได้ดีที่สุด อุบัติเหตุส่วนมากมักจะเกิดกับคนที่ขับเป็นแต่ประมาท กับคนที่ขับไม่เป็นนั้นน้อยกว่ามาก

การหัดขับรถด้วยตัวเองตอนเริ่มต้นนี้ เราควรฝึกทำสมาธิสักเล็กน้อยด้วย สำหรับมือใหม่ต้องมีอาการเกร็งหรือประหม่าแน่นอนกันทุกคน หากมีอาการอย่างที่ว่านี้ ควรหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย จากนั้นค่อยเริ่มเรียนต่อไป ... หาสนามกว้าง ๆ เช่นสนามฟุตบอลโรงเรียนหัดขับครับ ถอยหน้าถอยหลัง หัดเปลี่ยนเกียร์ เมื่อชำนาญ ก็ไปหาถนน ว่างๆขับ พอเป็นก็เรียนรู้กฎจราจร และที่สำคัญที่สุด คือมารยาท

ลำดับขั้นตอน การหัดขับรถด้วยตัวเอง

  • ให้ผู้ชำนาญ อาจเป็นญาติหรือเพื่อนสนิท หรือแฟน เตรียมรถให้พร้อม
  • ก่อนขึ้นรถ ให้สังเกตุสิ่งกีดขวาง ทั้งด้านข้าง หน้าและหลังก่อน ว่าไม่มีอะไรขวาง
  • เปิดรถแล้วเข้าไปนั่งที่เบาะให้เรียบร้อย อย่าสตาร์ทรถในทันที
  • ตรวจสอบระยะห่างที่เรานั่ง กับพวงมาลััยอยู่ในระยะพอดีหรือไม่ โดยยื่นแขนสองข้างออกไปจับพวงมาลัย แขนต้องไม่ตึงหรือย่อหย่อนเกินไป
  • มองกระจกซ้าย, ขวา และกระจกหลัง ให้อยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นได้ถนัด
  • ดูเกียร์ของรถว่าอยู่ตำแหน่ง P หรือตำแหน่ง N เท่านั้น
  • ดูเบรคมือที่อยู่ข้างๆมือซ้ายว่าถูกดึงขึ้นหรือไม่ ถ้าดึงขึ้นให้เอาลง
  • เสียบกุญแจรถแล้วหมุนกุญแจช้าๆไป 1 step แล้วสังเกตุไฟที่หน้าคอนโซลว่าปรกติ
  • หมุนกุญแจอีก 1 ครั้งเพื่อสตาร์ทรถ การหมุนโดยการบิดกุญแจค้างไว้ประมาณ 3 วินาที ติดแล้วเอามือออกจากกุญแจ
  • ให้รถติดเครื่องไว้สักแป้บ ระหว่างติดเครื่องนี้ให้สังเกตุบริเวณนอกรถ ด้านข้าง หน้า และหลังก่อน
  • เมื่อไม่มีสิ่งกีดขวางแล้ว ให้ใช้มือซ้ายผลักเกียร์ไปตำแหน่ง D (เดินหน้า) หรือ R (ถอยหลัง)
  • รถจะค่อยๆเคลื่อนโดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง สำหรับรถรุ่นเก่าๆให้แตะคันเร่งเบาๆ

* สำหรับการขับออกถนนครั้งแรก อย่าตื่นตระหนก แม้จะโดนบีบแตรไล่ ก็ให้ไปต่อกับสิ่งที่เราจำมาและเดินหน้าต่อไป เวลาออกถนน ถ้าไม่มีใบขับขี่ ต้องมีคนที่มีใบขับขี่ไปด้วย

หัดเลี้ยวรถตรงทางแยก ตัวรถต้องพ้น

หัดขับรถเลี้ยวรถ ให้ตัวรถเลยไปหน่อย ค่อยหักเลี้ยว
ขอฝากคำนี้ไว้นะครับ สำหรับท่านที่ไม่แน่ใจในการเลี้ยว สิ่งที่มีโอกาสเจอสำหรับท่านที่หัดขับคือเลี้ยวรถ แล้วขอบด้านข้างไปครูดกับริมฟุตบาทถนน เนื่องจากกะระยะตัวรถไม่พ้น หรือขับเข้าออกประตูบ้านกะไม่พ้นก็อาจครูดกับขอบประตูรั้วบ้านได้ บนท้องถนนนั้น ช่องทางขับรถเลี้ยวรถเค้าออกแบบมาให้เลี้ยวรถได้อยู่แล้ว

เมื่อไกล้ถึงทางเลี้ยว ไม่ควรขับรถชิดขอบถนน ที่จะเลี้ยวเกินไป ค่อยๆขับรถให้ตัวรถเลยไปสักหน่อย ประมาณเกือบครึ่งคันค่อยหักพวงมาลัยไปทางที่จะเลี้ยว ตัวรถจะอยู่ในเลนถนนพอดี แต่อย่าลืมก่อนเลี้ยวให้หยุดรถ หรือชะลอรถให้แน่ใจว่าไม่มีรถวิ่งมาตรงช่องที่จะเลี้ยว

 

หัดเรียนขับรถถอยหลัง

  • ควรกระทำในขณะที่ความเร็วต่ำและขับช้าๆ ขณะหมุนพวงมาลัย ควรให้รถเคลื่อนที่นิดหน่อย (เพราะจะช่วยลดการเสียดสีระหว่างหน้ายางกับพื้นถนน) โดยเหยียบแตะคันเร่งเบาๆ
  • หลักการถอยหลัง มีหลักอยู่ว่า ต้องการให้ท้ายของรถยนต์หัน ไปทางใด ก็ให้หมุนพวงมาลัยไปทางนั้น เช่น ต้องการให้ท้ายรถเลี้ยวไปทางซ้าย ก็ให้หมุนพวงมาลัยไปด้านซ้าย และถ้าต้องการให้ท้ายรถเลี้ยวไปทางขวาก็หมุนพวงมาลัยไปทางขวา
  • หากมีการจราจรแออัด ในขณะที่จะถอยหลัง ควรเปิดสัญญาณไฟ และสังเกตรถที่ผ่านไปมาทั้งด้านหน้า-หลัง ซ้าย-ขวา ว่าพ้นระยะในการหักวงเลี้ยวของรถเราหรือไม่ จากนั้นค่อยๆ ถอยช้าๆ เข้าซอง ซึ่งวิธีนี้จะทำให้การเอี้ยวคอไปมองท้ายรถสะดวกขึ้น
  • สังเกตการจอดของรถข้างๆ(ถ้ามี) ที่มีขนาดใกล้กันช่วยก็ได้ โดยพยายามให้บานประตูรถอยู่ในระนาบเดียวกัน และระวังเรื่องรถคุณจะจอดล้ำหน้าเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องประเมินมิติ หรือขนาดของรถและขนาดช่องว่างพื้นที่ที่จะนำรถเข้าจอด พร้อมด้วยช่องว่างที่เหลือเพื่อหักเลี้ยวด้วย

การทิ้งช่วงห่างระหว่างท้ายรถกับกำแพงด้านหลัง

บ่อยครั้งที่เรามักจะกะระยะไม่ถูก แล้วไม่กล้าถอย กลัวท้ายจะชนโดยเฉพาะในเวลากลางคืน ลองใช้วิธีแตะเบรกช่วย แล้วสังเกตแสงไฟท้าย ประเมินดูได้จากรัศมีของแสงไฟ หากจอดชิดเกินไปจะมีแสงหรี่หรือมองไม่เห็นแสง แต่หากแสงจ้าแสดงว่ายังถอยได้อีก ทั้งนี้ลองสังเกตการจอดของรถข้างๆ ที่มีขนาดใกล้กันช่วยก็ได้ โดยพยายามให้บานประตูรถอยู่ในระนาบเดียวกัน และระวังเรื่องรถคุณจะจอดล้ำหน้าเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องประเมินมิติ หรือขนาดของรถและขนาดช่องว่างพื้นที่ที่จะนำรถเข้าจอด พร้อมด้วยช่องว่างที่เหลือเพื่อหักเลี้ยวด้วย

สติ๊กเกอร์ "มือใหม่หัดขับ" จำเป็นหรือไม่

ติดหรือไม่ก็ได้ ขอให้ขับดีๆก็แล้วกัน แค่เราขับตามกฏ และมีน้ำใจบนท้องถนน ออกถนนคุณต้อง"พร้อม" เพราะว่าเมื่อเกิดอะไรขึ้น คำว่ามือใหม่ใช้เป็นข้ออ้างอะไรไม่ได้ครับ บางท่านก็กลัวติดไว้แล้วจะมีคนแกล้ง บางท่านก็ติดไว้เพราะเป็นคนเกรงใจคนอื่น แต่บางท่านติดไว้แนวขำขัน อาจช่วยให้คนขับตามหลังหายเครียดหายเซ็งได้

หัดขับรถกันนานแค่ไหน ถึงจะกล้าขับออกต่างจังหวัด

ขับรถจนคล่อง ควบคุมรถให้อยู่บนถนนอย่างปลอดภัย รู้จังหวะเร่งแซง หลบทางให้คันที่ขับเร็วกว่าแซงไป และสำคัญต้อง !
อ่านเครื่องหมายบังคับจราจรให้เข้าใจ เส้นประเส้นทึบบนพื้นถนนต้องรู้จัก ป้ายเตือนทางโค้ง ทางลาดชัน ห้ามเข้าเป็นต้น ต้องทำตามป้ายบังคับ

มันอยู่ที่ใจ บางคนขับรถมาเป็นปี ยังไม่กล้าออกต่างจังหวัด ทำใจกล้าๆ ไม่ต้องกังวลรถคันอื่น ตั้งใจขับรถเราให้อยู่ในเลนของเรา
คันอื่นที่เค้าชำนาญ เค้าเห็นว่าเราช้า ยังไม่ชำนาญ เค้าจะหลบเราเอง

ขับในเลนตัวเอง ถ้าไม่มั่นใจก็อย่าเพิ่งแซง เปลี่ยนช่องจราจรก็เปิดไฟเลี้ยวให้สัญญาณ แล้วก็ดูกระจกข้าง,กระจกหลังก่อน ว่างแล้วค่อยออก ที่สำคัญ รักษาระยะห่างจากคันหน้าอย่างน้อยสองช่วงคันรถ หรือระยะที่มั่นใจได้ว่าเบรกทัน เพราะ ตจว. สิบล้อเยอะครับ พี่ท่านนึกจะออกก็ออก ออกครึ่งคันแล้วค่อยเปิดไฟเลี้ยวบอก อันนี้ต้องระวัง ไม่จำเป็นอย่าตามก้นสิบล้อ เวลาแซงสิบล้อต้องระวังมากๆ ดูด้วย บางทีเค้าเบียดมาโดยไม่บอกเรา

จำเป็นหรือไม่ ต้องไปเรียนขับกับโรงเรียนสอนขับรถ

อาจจะจำเป็นหากคนสนิท (ญาติ, เพื่อน, แฟน, คนรู้จัก) ของท่านไม่ว่างสอนขับ ตามต่างจังหวัดแทบจะ
ไม่มีโรงเรียนสอนขับรถให้เห็นเลย ถ้ามีก็น้อยมาก คนต่างจังหวัดหัดไม่ยากตรงที่มีบริเวณให้หัดขับกันเยอะ
และรถก็ไม่เยอะเท่าในเมืองใหญ่ๆอย่าง กทม, เชียงใหม่ เป็นต้น การเรียนหัดขับรถไม่ใช่เรื่องยาก แต่ยากตรงที่หาที่หัดลองขับนี่ล่ะครับ ส่วนใหญ่ที่โรงเรียนสอนหัดขับรถเอง ก็ไม่ได้มีที่สำหรับ ให้ผู้เรียนได้หัดเป็นของตนเอง แต่จะพาเราไปหัดบริเวณสาธารณะมากกว่า โรงเรียนสอนขับรถจึงเหมาะสำหรับท่านที่ไม่มีคนสอนให้ขับ ขอย้ำอีกครั้งเรื่องความประมาท เมื่อขับเป็นแล้วก็อย่าลืมเรื่องความประมาทครับ หากเกิดอุบัติเหตุ
ไม่มีโรงเรียนสอนขับรถที่ไหนจะรับประกันได้ว่า
เรียนกับเราแล้วจะไม่เกิดอุบัติเหตุ 

 

ขั้นตอนการขับรถเกียร์ออโต้

คู่มือและวิธีการขับรถโดยใช้เกียร์ออโต้ สำหรับมือใหม่หัดขับ

การ ใช้เกียร์ออโต้หลักง่ายๆ ก่อนเข้าเกียร์ทุกครั้งต้องเหยียบเบลคไว้ แล้วเข้าเกียร์ค่อยๆปล่อยเบลคแล้วรถจะเคลื่อนที่เบาๆ แล้วเราถึงเร่งคันเร่ง โดยใช้เท้าเพียงข้างเดียวคือเท้าขวา สลับระหว่างเบลค กับคันเร่งครับ
 

นกรู้ดอทคอม

   เทคนิคการใช้เกียร์ออโต้เมติค‏

   ปัจจุบันรถยนต์ที่เป็นเกียร์ออโตเมติกเป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากขับขี่สบายไม่ต้องเมื่อยเปลี่ยนเกียร์และเหยียบคลัตช์  (Clutch) ตลอดเวลายามรถติด แต่อาจมีบางท่านเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้เกียร์ออโต ส่งผลให้ทอนอรยุการใช้งานของรถโดยไม่รู้ตัว...
   
   การเปลี่ยนเกียร์จาก D ไป N ในเวลาที่รถติดไฟแดงบ่อยๆ นั้นหลายคนคงเคยปฏิบัติกันอยู่

   เนื่องจากเวลารถติดขี้เกียจเหยียบเบรกก็เข้าเกียร์ N ไว้ เมื่อรถเคลื่อนก็เปลี่ยนเป็น D ถ้าช่วงรถติดแล้วขยับเคลื่อนทีละนิดทีละหน่อย ทำให้ต้องเปลี่ยน D-N-D-N-D-N อยู่อย่างนี้เท่ากับคุณกำลังทำร้ายระบบเกียร์ของคุณอยู่

          ระบบเกียร์ออโตเมติกนั้นจะประกอบด้วยชุดเกียร์ที่ขบกันตลอดเวลา การส่งแรงจาก N ไป Dจะต้องมีการสึกหรอของเฟืองนั้นต้องมีการปล่อยและจับอยู่ตลอดเวลา อายุการใช้งานก็จะสั้นลง เพราะถ้าเบรกอยู่เฉยๆ

   ระบบเบรกก็ไม่ได้ร้อนขึ้นเพราะว่าจานดิสเบรกหรือดุมเบรกไม่ได้หมุน ผ้าเบรกก็ไม่สึกหรอเพราะว่าล้อไม่หมุน

   แรงที่ใช้ในการเหยียบก็ไม่มากขนาดจะทำให้ชุมแม่ปั๊มเบรกพังหรือทำให้อายุการใช้งานน้อยลง

            
   หลายคนที่เปลี่ยนเกียร์
D-N-D-N-D-N
   อ่านถึงบรรทัดนี้แล้วก็อยากจะเถียงว่าไม่เห็นมีการเปลี่ยนแปลงเลย รถยังคงสามารถขับได้ตามปกติ ระบบเกียร์ก็ยังปกติดอยู่ แต่พฤติกรรมอย่างนี้จะส่งผลแก่รถคุณในระยะยาว เปรียบเหมือนกับการสูบบุหรี่นั่นแหละ ระบบคลัตช์ของคุณจะลื่น ทำให้เวลาออกตัวคุณจะต้องเหยียบคันเร่งมากขึ้นทำให้รอบสูงขึ้น น้ำมันก็เปลืองขึ้น แต่รถกลับไม่ได้วิ่งอย่างนั้นเลยสูงขึ้น น้ำมันก็เปลืองขึ้น แต่รถกลับไม่ได้วิ่งอย่างนั้นเลย

   
   การใช้เกียร์ออโตเมติค
   
   ปัจจุบันรถยนต์เกียร์ออโตเมติคได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่มีการจราจรติดขัด

   เนื่องจากขับขี่ได้ง่ายสะดวกสบายเพราะใช้เพียงคันเร่งและเบรกเท่านั้น คันเกียร์ของเกียร์ออโตเมติคจะมีตำแหน่งสำหรับใช้งานต่าง ๆ กันดังนี้

   
   ตำแหน่ง P ใช้สำหรับจอดอยู่กับที่หรือบนพื้นที่ลาดเอียง โดยรถจะถูกล็อกให้หยุดอยู่กับที่ด้วยตัวล็อกภายในเกียร์

   
   ตำแหน่ง R ใช้สำหรับการถอยหลัง

   
   ตำแหน่ง N ใช้สำหรับการหยุดรออยู่กับที่บนพื้นราบ ซึ่งในตำแหน่งนี้รถสามารถเข็นให้เคลื่อนที่ได้

   
   ตำแหน่ง D ใช้สำหรับการขับขี่แบบอัตโนมัติโดยเกียร์จะเปลี่ยนไปเองโดยอัตโนมัติตามคันเร่งและความเร็วของรถ

   ใช้ขับขี่ได้ตั้งแต่การเริ่มออกตัวและเพิ่มความเร็วได้ไปเรื่อย ๆ จนถึงความเร็วสูงสุด การขับขี่โดยทั่วไปสามารถใช้เกียร์นี้เพียงเกียร์เดียวเท่านั้นก็ได้

   
   หมายเหตุ  สำหรับรถที่มีสวิตซ์โอเวอร์ไดร์ว ซึ่งเป็นอุปกรณ์พิเศษในเกียร์ออโต 4 สปีดบางรุ่น

   
   เมื่อสวิตซ์โอเวอร์ไดร์วอยู่ที่ตำแหน่ง ON เกียร์ออโตจะสามารถทำงานได้ตั้งแต่เกียร์ 1 ถึงเกียร์ 4 โดยอัตโนมัติ

   สวิตซ์โอเวอร์ไดร์วอยู่ที่ตำแหน่ง OFF เกียร์ออโตจะทำงานโดยอัตโนมัติได้ตั้งแต่เกียร์ 1 ถึงแค่เกียร์ 3 เท่านั้น

   
   ฉะนั้นการปรับสวิตซ์โอเวอร์ไดร์วจากตำแหน่ง ON ไปเป็น OFF จึงเป็นการลดเกียร์จากเกียร์ 4 มาเป็นเกียร์ 3 เพื่อให้เหมาะกับการเร่งแซงขณะความเร็วสูง และเมื่อปรับสวิตซ์โอเวอร์ไดร์วจากตำแหน่ง OFF ไปเป็น ON จะทำให้เกียร์ 3 กลับไปเป็นเกียร์ 4 อย่างเดิม ทำให้การลดเกียร์เพื่อเร่งแซง หรือเข้าโค้งเป็นไปอย่างคล่องตัวมากขึ้น

   ตำแหน่ง 2 ใช้สำหรับการขับขี่ขึ้นทางลาดชันที่ไม่สูงมากนัก และสามารถใช้ความเร็วได้พอสมควร

   
   ตำแหน่ง L ใช้สำหรับการขับขี่ขึ้นทางลาดชันที่สูงมาก และต้องใช้ความเร็วต่ำ

   หมายเหตุ   
   การสตาร์ทเครื่องยนต์ถูกออกแบบให้สามารถกระทำได้เฉพาะ ตำแหน่ง P กับ N เท่านั้น เพื่อความปลอดภัย

   
   ขอขอบพระคุณข้อมูลจาก............กระทรวงคมนาคม

   
   สาระควรรู้เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

   ที่ความเร็ว 20 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 7 เมตร
   ที่ความเร็ว 40 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 18 เมตร
   ที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 34 เมตร
   ที่ความเร็ว 80 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 54 เมตร
   ที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ระยะเบรกที่ต้องใช้อย่างน้อยที่สุด คือ 80 เมตร
   
   หลายคนมักเข้าใจว่า เกียร์ออโตเมติกสามารถตอบสนองการขับขี่ได้ไม่เต็มที่ โดยเฉพาะในความเร็วและอัตราเร่งขณะแซง หากคุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับเทคนิคต่าง ๆ ในการใช้เกียร์ออโตเมติก ผมเชื่อว่าคุณจะขับรถเกียร์ออโตเมติกได้อย่างสบาย และเพลิดเพลินด้วยความปลอดภัยไม่แพ้รถเกียร์ธรรมดาเลยครับ

   ผู้ขับขี่ส่วนมากใช้เกียร์อยู่เพียง 4 ตำแหน่ง นั่นคือ "D4" เมื่อต้องการขับรถไปข้างหน้า
   "R" เมื่อต้องการถอยหลัง "N" หรือ "P" เมื่อต้องการจอด หรือสตาร์ตรถ
   อันที่จริงแล้วคุณควรใช้เกียร์ตำแหน่งอื่น เพื่อเหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์เช่นกัน

   สัปดาห์นี้ผมขอกล่าวถึง เทคนิคการขับรถเกียร์ออโตเมติกเมื่อลงทางลาดชัน และการคิก ดาวน์ (Kick Down) เมื่อต้องการเร่งแซงครับ สำหรับการขับรถลงทางลาดชัน ผมขอแนะนำให้เลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง "D3" กรณีที่ทางลงนั้นมีระยะเวลายาวแต่ไม่ชันมากนัก แต่กรณีที่ทางลงนั้นชันมาก ๆ ให้เลื่อนเกียร์ไปที่ตำแหน่ง "2" เพื่อใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรก (Engine Brake) ในขณะเดียวกันคุณควรเหยียบเบรกไปด้วย หรืออาจใช้เบรกมือ เพื่อช่วยในการหยุดรถที่ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้อย่าใช้เกียร์ "N" หรือ "D4" ในการขับรถลงทางชัน เพราะจะไม่มีกำลังเครื่องยนต์ช่วยเบรกและช่วยชะลอความเร็ว นับเป็นการขับที่ผิดวิธีและเป็นอันตรายอย่างมาก

   กรณีที่ต้องการเร่งแซงรถคันอื่น หรือต้องการแรงเพิ่มขับเคลื่อนรถอย่างกะทันหัน คุณสามารถเพิ่มความเร็วของรถด้วยการคิก ดาวน์ (Kick Down) โดยเหยียบคันเร่งลงไปเกินกว่า 80% ในครั้งเดียวเกียร์จะเปลี่ยนลงอย่างรวดเร็ว สังเกตได้จากรอบเครื่องยนต์จะสูงขึ้น ในขณะที่รถจะมีความเร็วเพิ่มขึ้น

   
   
   การคิก ดาวน์ (Kick Down) มี 2 ลักษณะคือ
   
   
   1. คิก ดาวน์ (Kick Down) ลงมา
1
   ตำแหน่ง เช่น รถที่ขับ ความเร็วประมาณ 120 กม./ชม. (อัตราทดเกียร์
4)
   แล้วเหยียบคันเร่งสุดเกียร์จะเปลี่ยนจากเกียร์ 4 ลงเกียร์ 3 สังเกตจากรอบเครื่องยนต์จะสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย

   
   2. คิก ดาวน์ (Kick Down) ลงมา 2 ตำแหน่ง

   เช่น ขับรถที่ ความเร็วประมาณ 70 กม./ชม. (อัตราทดเกียร์
4)
   แล้วเหยียบคันเร่งสุดเกียร์จะเปลี่ยนจากเกียร์ 4 ลงเกียร์ 2 ทันที เพื่อให้อัตราทดเกียร์เหมาะสมกับความเร็วขณะขับขี่ ทำให้เครื่องยนต์มีอัตราเร่งมากขึ้น สังเกตจากรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้นมากกว่าการคิก ดาวน์ (Kick Down) 1 ตำแหน่ง

   หนทางให้คุณวางใจ...เกียร์ออโตเมติก

       เกียร์อัตโนมัติ "เกียร์ออโต้" ดูจะเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุดอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งพวกเรามักจะมองหา...
   หรือเอามือไปคว้าไว้หลังพอๆกับพวงมาลัยรถก็ว่าได้ และแน่นอน เราจะมองหามันก่อนที่จะบิดสวิตช์กุญแจเสียอีก...

        ยุคนี้เราจะชินกับ Automatic Transmission ซะยิ่งกว่า "เกียร์ธรรมดา" Manual Transmission ไปเสียแล้วละครับ ยิ่งจำพวกเกียร์ออโตเมติกแบบใหม่ๆ Lock-UP Torque Converter ที่มี CPU 8 BIT- 16 BIT เข้าไปช่วย Calculation การเปลี่ยนเกียร์ด้วยแล้วละก็ อู้ฮู ก็ยิ่งสะดวกไปกันใหญ่

        ล่าสุด CVT หรือ Constantly Variable Transmission ยุคปี 2000 เป็นต้นมา ด้วยแล้วละก็ ยิ่งนุ่มนวลแม่นยำ และแสนจะง่ายดายในการทำงาน แถมยังไม่ยุ่งยากอย่างเกียร์ออโต้สมัยคุณลุง คุณน้า คุณอาซะด้วยละครับ

        คอลัมน์ DIY คุณก็ทำได้.. มีจุดประสงค์ใหญ่ที่สำคัญคือ การนำเอาเรื่องราวบางเรื่องที่คุณอาจไม่เข้าใจ
   หรือไม่สนที่จะต้องเข้าใจ มาเล่าแจ้งแถลงไขให้เป็นเรื่องคุยกันสนุกๆ ตามประสาผู้ใช้มากกว่าจะให้ต้องลงมือซ่อมเอง (นั่นเป็นเรื่องของช่างเขา) เพื่อเป็นพื้นฐานสู่ความเข้าใจในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราเจ้าของรถไม่ควรมองข้าม และน่าทำความเข้าใจ อย่างน้อยก็เอาไว้คุยกับช่างให้รู้เรื่อง (เขาจะได้หลอก"กินเปล่า" เราไม่ได้) เพราะพอเขาชี้แจงเรื่องอะไรๆ ที่เป็นปัญหา เราเจ้าของรถก็เข้าใจและลำดับขั้นตอนการซ่อมแซมได้ เวลาจ่ายค่าซ่อมก็สะดวก

   อย่างน้อยเราก็ช่วยช่างได้อีกวิธีหนึ่งละครับ

   
   "DIY คุณก็ทำได้" ในฉบับที่แล้ว
   ผมได้พาทุกท่านล้วงลึกลงไปในห้องเกียร์ออโตเมติก โดยนำเอา VB (Valve Body) หรือ "สมองเกียร์" ออกมาให้ชมกันจะจะ พร้อมทั้งเพื่อนร่วมงาน อาทิ Torque Converter ชุด Vacuum Control วาล์ว Orifice ไปจนถึงคู่มือประจำรถ กำหนดให้ใช้น้ำมันเกียร์ หรือ ATF (Automatic Transmission Fluid) เกรดใด นัมเบอร์ไหน ซึ่งก็ควรใช้ตามนั้น สำคัญคือเปลี่ยนถ่ายก่อนกำหนดตามคู่มือสักหน่อย อย่างน้อยควรเปลี่ยนปีละ 2 หน คือต้นปีกับกลางปีก็จะดีไม่น้อยครับ ว่ากันว่า เกียร์ออโตเมติก หากเราดูแลรักษามันดีๆ จะมีอายุการใช้งานที่ทนทานถึง 20 ปี หรือไม่น้อยกว่า 10 ปี อย่างแน่นอนครับ และเพื่อยืนยันถึงอายุยืนนานของมัน ใน "DIY คุณก็ทำได้" ฉบับนี้

   เราจึงควรมาคุยกันถึงหนทางที่เราผู้เป็นเจ้าของจะหาวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องแท้จริง เพื่อความทนทานด้านการใช้งานของมันให้สมกับที่วิศวกรผู้ผลิตเกียร์ออโต้เขาได้ตั้งใจหวังไว้เถิดครับ หนทางที่จะนำเราไปสู่อายุขัยยืนนานของการใช้เกียร์ออโตเมติกง่ายๆ ให้มีไว้สัก 10 เถอะนะครับ จำง่ายดี เริ่มกันที่

   
   1. ควรเปลี่ยนถ่าย ATF ให้ได้อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
        แม้ตามกำหนดที่โรงงานได้กำหนดไว้ในสมุดคู่มือถึง 40,000-45,000 km หรือราว 2-2 1/2 ปี ก็อย่าได้วางใจตามนั้น ด้วยว่าการจราจรของกรุงเทพฯ เรา ติดๆ ขัดๆ ความร้อนสะสมสูงเกือบตลอดการใช้งาน เดี๋ยว ON Gear หรือ OFF Gear อยู่โดยตลอดทั้งวัน นานๆ ทีถึงได้มีโอกาสยืดเส้นยืดสายออกทางไกลหรือขึ้นทางด่วนวันหยุดกับเขาหน่อยนึง
        ความร้อนสะสมจากอุณหภูมิเฉลี่ยที่สูง และการใช้งานวิ่งๆ หยุดๆ ทำให้แรงดันน้ำมัน ATF สูง-ต่ำไม่คงที่ อุณหภูมิมักสูงตลอดเวลาจากแรงดันที่สูงๆ ต่ำๆ ดังนั้นการให้โอกาส AT (เกียร์ออโตเมติก) ได้ดื่มด่ำกับ ATF ใหม่ๆ สดๆ จึงเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราปฏิบัติได้ไม่ยากครับ อย่าถือว่าสิ้นเปลืองเลยนะ

   
   2. ไม่ควรโยกตำแหน่งเกียร์บ่อย

       ควรให้โอกาสมันได้ทำ "หน้าที่อัตโนมัติ" ด้วยตัวของมันเองมากๆ หน่อย เพราะมันถูกออกแบบให้ทำงานตามลำดับขั้นตอนโดยใช้ความเร็วเป็นตัวกำหนดจังหวะการเปลี่ยนเกียร์อยู่แล้วเป็นปกติวิสัย
        มีเจ้าของรถบางท่านที่เชื่อคำโฆษณาว่าเกียร์ออโต้สมัยใหม่สามารถโยกเปลี่ยนได้ตามใจชอบ ก็เลยเอานิสัยเดิมที่เคยใช้รถเกียร์ธรรมดามาใช้กับ AT คือเชนจ์ขึ้น-ลง
   ปรากฏว่า อายุเกียร์ไม่ข้ามปีที่ 2 หรือไม่เกิน 40,000 กม. ด้วยซ้ำครับ พัง! สาเหตุก็มาจากการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ทั้งวันจนเป็นนิสัย ชิ้นส่วนภายในเครียดตลอดเวลา ความร้อนสูงจากแรงดัน ATF ที่สูงเกินไป ทำให้สึกหรอสูง จนแรงดัน ATF ไม่คงที่ ทุกอย่างพังหมดครับ และพังอย่างเร็วซะด้วยครับ!

        บางท่านที่ไม่มากประสบการณ์ก็อาจเผลอกด Overdrive (เกียร์สำหรับลดรอบเครื่องยนต์) ไว้ทั้งวัน โดยมิได้สังเกตอาการก็มีครับ

   
   3. ยุคหนึ่งเชื่อกันว่า ถ้าติดไฟแดงก็ควร "พักเกียร์"
        ใช่ครับ ผมเองในอดีต 10 ปีก่อนก็ทำเช่นนี้บ่อยๆ คือเต็มใจปลดเกียร์เป็น N ทุกครั้งที่ติดไฟแดง โดยหวังว่าจะช่วยเป็นการพักเกียร์! แต่ความจริงกลับไม่ต้องทำเช่นนั้น
        การใช้งาน AT ให้ยืนนาน ควรเข้าใจว่าทุกครั้งที่เรา "OFF Gear" น้ำมัน ATF จะหยุดแรงดันของมันทันทีครับ จำ "หลุมฉิ่ง" Orifice Valve ที่มีลูกปืนเม็ดเล็กๆ ทนๆ กลิ้งอุดและเปิดวาล์ว ATF ได้ไหมครับ ยามใดที่ ON Gear ลูกปืนในหลุมฉิ่งเหล่านี้จะเปิดให้ ATF ผ่านด้วยแรงดันน้ำมัน ATF ที่อัดอยู่เต็ม VB ( Valve body สมองเกียร์) เพื่อ hold ตำแหน่งเกียร์ D อยู่

        แต่หากเราเข้าตำแหน่ง N เจ้า ATF ก็หยุดเดิน และไม่ "Standby" ลูกปืนเปิด-ปิด Orifice Valve ก็ปิดตัวลงนอนแอ้งแม้งใน "หลุมฉิ่ง" พอเราเข้าเกียร์ D เพื่อออกตัวในจังหวะไฟเขียว ...เท่านั้นละครับ ATF มันก็แย่งกันสูบฉีดด้วยแรงดันให้ไหลวกวนใน VB สมองเกียร์ จงคิดเอาเถิดครับว่า วันหนึ่งๆ หรือครั้งหนึ่งที่คุณได้ทำเช่นนี้

 

 

ข้อควรระวังในการขับรถเกียร์ออโต้

ขับรถเกียร์อัตโนมัติ มือใหม่-มือเก่า ต้องระวังอะไร?



จากอุบัติเหตุรถตกตึก-คนตาย!
    

              จากเนื้อหาของข่าวอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ช่วงหัวค่ำมีอุบัติเหตุรถพลัดตกจากลานจอดของอาคาร รสา ทาวเวอร์ ซอยพหลโยธิน 19 จตุจักร กรุงเทพฯ เป็นรถเชฟโรเลต ครูซ เกียร์อัตโนมัติ สีขาว ทะเบียนป้ายแดง ในสภาพหลังคายุบลงอย่างมาก ฝั่งคนขับพบผู้เสียชีวิต ลำคอเกยอยู่ที่พวงมาลัย คอหัก มีเลือดออกทางปากและจมูกจำนวนมาก พร้อมแท่นปูนและเศษกระจกที่ตกลงมา ห่างจากตึกประมาณ 10 เมตร


              ตามกระแสสังคมที่หลากหลาย บ้างก็ว่าขับรถไม่ชำนาญ, ตึกไม่แข็งแรงพอ หรือรถไม่ดี?


              ไทยไดรฟ์เวอร์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสืบสวนใดๆ แต่ในฐานะสื่อมวลชนวงการรถ จึงอยากนำเสนอบทความ ขับรถเกียร์ออโต มือใหม่-มือเก่า ต้องระวังอะไร? สืบเนื่องจากอุบัติเหตุรถตกตึก-คนตายครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการขับรถมากขึ้น



              คนทั่วไปไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสืบสวน และไม่ควรวิจารณ์ว่าผู้ขับพลั้งพลาดอย่างไร หรือขับรถเก่งไหม เพราะไม่ทราบข้อเท็จจริง เนื่องจากผู้ขับเสียชีวิตไปแล้ว


              ด้านอาคารก็อาจเป็นปัญหา เพราะพื้นที่อาคารจอดรถ ไม่น่าทำความเร็วได้สูงมาก และกำแพงก็ควรมีความแข็งแรงพอ หากชนน่าจะโย้หรือร้าวและหยุดรถได้ ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องน่าจะตรวจสอบเรื่องมาตรฐานการก่อสร้างกำแพงด้วย


              ส่วนเรื่องการขับรถเกียร์ออโตเมติก (ออโต) หรืออัตโนมัติ จริงๆ แล้วต้องทำเป็นบทความยาว แต่เมื่อต้องเจาะประเด็น เพราะพื้นที่คอลัมน์จำกัด จึงสรุปสั้นๆ แบบได้ประโยชน์ว่า...


              การขับรถเกียร์ออโต พื้นฐานแรกควรใส่รองเท้าที่หัวไม่บาน ไม่เทอะทะ เพื่อความคล่องแคล่วในการขยับเท้า เพราะเท้าขวาต้องสลับระหว่างเบรกกับคันเร่งบ่อย และต้องไม่เหยียบผิดแป้น สำคัญมาก โดยผู้ขับต้องไม่หลงแป้น เช่น ตั้งใจเหยียบเบรก แต่กลายเป็นคันเร่ง! ทั้งเผลอเองหรือเพราะรองเท้าที่ไม่เหมาะสมเป็นต้นเหตุร่วมกัน สรุปทั้งคนและรองเท้าต้องไม่เป็นต้นเหตุการกดแป้นเบรกกับคันเร่งผิด ตั้งใจเบรก แต่กลายเป็นกดคันเร่ง...อันตรายมาก!



              การจอดรถแล้วไม่ดับเครื่องยนต์ โดยไม่มีผู้ขับ เช่น ลงไปซื้อของ, เปิดประตูบ้าน ฯลฯ ควรเข้าเกียร์ P และดึงเบรกมือ ไม่ใช่เกียร์ N และดึงเบรกมือ เพราะเกียร์ N เป็นเกียร์ว่างก็จริง แต่อยู่ติดกับตำแหน่งเกียร์ D-เดินหน้า และไม่มีการล็อกไม่ให้รถไหล ส่วนเกียร์ P นั้นล็อกสนิท และการดึงเบรกมือร่วมกับเกียร์ P ก็เพิ่มความปลอดภัยขึ้นอีกระดับ


              อย่าหลงเกียร์ ตั้งใจเข้าเกียร์ใด ต้องแน่ใจและเข้าเกียร์นั้นจริงๆ อย่างตรงล็อก


              ใต้แป้นเบรก-คันเร่ง ต้องโล่ง พื้นด้านผู้ขับต้องโปร่ง ระวัง...ขวดน้ำ รองเท้า (บางคนถอดรองเท้าขับรถ ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ดี) หากกลิ้งหรือไหลเข้าไปอยู่ใต้แป้นเบรก ก็คงนึกภาพต่อเองได้ว่าจะเป็นอย่างไร? และแม้พื้นโล่ง แต่บนคอนโซลเกียร์หรือบริเวณใกล้เคียง ก็ต้องไม่วางสิ่งของที่อาจกระเด็นไปใต้แป้นเบรก เรื่องขวดน้ำ รองเท้าส้นสูงกับการเข้าไปอยู่ใต้แป้นเบรกนี้ เป็นเรื่องที่หลายคนละเลยและเกิดขึ้นในชีวิตจริง



              จริงๆ วิธีขับรถเกียร์อัตโนมัติอย่างปลอดภัยมียาวกว่านี้ แต่พื้นที่คอลัมน์จำกัด จึงขอสรุปสั้นๆ ว่า ควรใส่รองเท้าที่เหมาะสมขับรถ ไม่หลงแป้นเบรก-คันเร่ง จอดรถติดเครื่องยนต์โดยไม่มีคนขับ ควรเข้าเกียร์ P+เบรกมือ อย่าหลงเกียร์ เข้าให้ถูกตำแหน่ง พร้อมตรงกับที่ตั้งใจและตรงล็อก รวมถึงระวังขวด-รองเท้าหรืออื่นๆ เข้าไปติดใต้แป้นเบรก
Link 
http://www.gotoknow.org
http://www.rimnam.com
http://www.baanbaimai.com
http://www.siamsport.co.th


บทความที่คุณอาจกำลังค้นหา:-
     
     
      เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :-
     
      เนื้อหาที่คุณอาจกำลังค้นหา :-
        เกมส์ปลูกผัก เกมส์เครื่องบิน เกมส์ต่อสู้ เกมส์ยิง เกมส์กีฬา เกมส์สนุกเกอร์เกมส์ผจญภัย เกมส์ผี
    เกมส์การ์ดยูกิ 2, เกมส์การ์ดยูกิ 3, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์การ์ดยูกิ 2, เกมส์การ์ดยูกิ 3, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์ยางลูง, เกมส์ยางลูง2, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์ยางลูง, เกมส์ยางลูง2, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์xเม็น 27, เกมส์xเม็น4, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์xเม็น 27, เกมส์xเม็น4, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์มวยปล้ำ2คน, เกมส์มวยปล้ำ pc, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์มวยปล้ำ2คน, เกมส์มวยปล้ำ pc, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์หนอนสู้กัน, เกมส์หนอนยิงกัน, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์หนอนสู้กัน, เกมส์หนอนยิงกัน, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์สงครามโลกครั้งที่2, เกมส์สงครามโลก2, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์สงครามโลกครั้งที่2, เกมส์สงครามโลก2, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์ต่อสู้ผู้หญิง2คน, เกมส์ต่อสู้ผู้หญิงกับผู้ชาย, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์ต่อสู้ผู้หญิง2คน, เกมส์ต่อสู้ผู้หญิงกับผู้ชาย, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์นักสู้หมัดสายลม2, เกมส์นักสู้หมัดสายลม4, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์นักสู้หมัดสายลม2, เกมส์นักสู้หมัดสายลม4, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์สงครามโรมัน, เกมส์สงครามยุคหิน, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์สงครามโรมัน, เกมส์สงครามยุคหิน, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์นักรบอัลลอย2, เกมส์นักรบอัลลอยมันที่สุด, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์นักรบอัลลอย2, เกมส์นักรบอัลลอยมันที่สุด, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์นักรบโรมัน, เกมส์นักรบโบราณ, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์นักรบโรมัน, เกมส์นักรบโบราณ, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์สงครามแห่งยุคหิน, เกมส์สงครามแห่งยุค3, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์สงครามแห่งยุคหิน, เกมส์สงครามแห่งยุค3, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์สงครามยุคหิน 1, เกมส์สงครามยุคหิน1, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์สงครามยุคหิน 1, เกมส์สงครามยุคหิน1, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์วอร์คราฟ2, เกมส์วอร์คราฟ pc, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์วอร์คราฟ2, เกมส์วอร์คราฟ pc, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์สงครามกองทัพอสูร, เกมส์สงครามอสูร, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์สงครามกองทัพอสูร, เกมส์สงครามอสูร, เกมส์สนุกๆมันๆ
    เกมส์ต่อสู้ เกมส์ต่อสู้ผ่านด่าน
    เกมส์ต่อสู้ 1 คน เกมส์ต่อสู้ 2 คน
    เกมส์ต่อสู้ผจญภัย เกมส์ต่อสู้ออนไลน์
    เกมส์ต่อสู้นารูโตะ เกมส์ต่อสู้นินจา
    เกมส์ต่อสู้สุดมัน เกมส์ต่อสู้มัน
    เกมส์มาริโอ เกมส์แต่งบ้าน
    เกมส์ปลูกผัก เกมส์โดเรมอน
    เกมส์สร้างเมือง เกมส์ทําเค้ก
    เกมส์เกี่ยวกับผี เกมส์เต้นออดิชั่น
    เกมส์ตัดผม เกมส์จับผิดภาพ
    คลิก เกมส์ออนไลน์ ทั้งหมด
    บทความที่น่าสนใจ
    สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์
    340 ลาดพร้าว 112 วังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
    โทร 0-2514-0593 แฟ็กซ์ 0-2538-4215 Email : Webmaster@muslimthaipost.com
    สารบัญเว็บไซต์ Muslimthaipost.com
    SubDomain หน้าหลัก