ยิ่งเรียนยิ่งโง่

13 สค. 56     607

ต้องขอบคุณการศึกษาภาคบังคับที่ส่งผลให้ผู้เขียนและผู้คนทั้งหลายในสังคมมี ความสามารถอ่านออกเขียนได้ ซึ่งบางท่านก็พัฒนาจากจุดที่ได้รับมานั้นไปสู่การอ่านเร็ว อ่านคล่อง เขียนเก่ง เขียนดีหรือสามารถประกอบอาชีพต่างๆ ได้จากความรู้นั้นๆ ที่ถูกยัดเยียดให้เรียน

แต่ว่า ท่านทั้งหลายเคยสงสัยไหมละว่า บางเรื่องที่เราเรียนมานั้น ผ่านมานานแค่ไหนแล้ว เราก็ยังไม่ได้นำมาใช้เลย แล้วเขาจะให้เราเรียนไปทำไม ซึ่งบางเรื่องหนักกว่านั้น คือขณะที่เราเรียน เราก็เรียนไปคิดว่าว่า แล้วความรู้นั้นๆ เราจะได้ใช้ในชาตินี้หรือชาติหน้ากันแน่ แล้วอย่างนี้ทำไมไม่ให้เรียนเฉพาะสิ่งจำเป็นจริงๆ หรือไม่ก็เฉพาะที่เราสนใจเท่านั้น ทำให้บางครั้งเราจึงเรียนไปด้วยความเบื่อ หน่ายไม่น้อย

มาถึงปัจจุบันผู้เขียนอยู่ในสถานะที่ปลอดคนที่จะเคี่ยวเข็ญว่า ต้องเรียนรู้หรือทำความเข้าใจเรื่องอะไรบ้าง ทำให้พอต้องการจะรู้อะไร ก็จะเรียน จะอ่านด้วยตนเองไปโดยไม่ต้องกังวลใจใดๆ และยิ่งไปกว่านี้ก็มีการสอบวัดผลความรู้ใดๆ ซึ่งผู้เขียนถือว่าเป็นอิสรภาพทางปัญญาเสียนี่กระไร

หลังจากได้รู้สิ่งต่างๆ มากขึ้นจากความสนใจที่หลากหลายของตน ทำให้ได้รับรู้ว่า ตนเองยังโง่อีกมาก และได้ประจักษ์ชัดว่า บางเรื่องหากตั้งใจเรียนมาครั้งสมัยเป็นนักเรียน ตนคงโง่น้อยลงกว่าที่เป็นอยู่นี้มากและไม่ต้องมานั่งลำบากใจในภายหลังอย่าง ที่เป็น

ในทางกลับกัน บางอย่างตอนเรียนไม่รู้จริงๆ นะ ว่าเรียนไปทำไม แต่ก็อุตส่าห์ตั้งใจเรียน ทำให้ภายหลังจึงได้เห็นว่า นี่ถ้าเราไม่ได้เรียนมา เราคงแย่เหมือนกัน

กล่าวมาถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงเรื่อง นักเรียนนอกสองพี่น้องที่ใช้ช่วงหยุดเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่กลับมาเที่ยว เมืองไทย เขารักษาชีวิตตนเองและช่วยผู้คนร่วม ๒๐ คนให้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ซานติก้าผับในคือวันส่งท้ายปีใหม่ต้อง รับปีใหม่ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ เพราะได้เรียนรู้วิธีการเอาชีิวิตรอดจากอัคคีภัยในชั้นเรียน โดยวิธีการก็คือการเข้าไปแอบหลบไปอยู่ในห้องน้ำชั้นใต้ดิน (ในขณะที่คนส่วนใหญ่พยายามจะออกทางประตูใหญ่ทำให้เหยียบกันล้มตายไปหลายคน) แล้วใช้เสื้อผ้าซับน้ำ ส่วนหนึ่งก็ใช้ปิดจมูกตนเองไว้ อีกส่วนก็ปิดช่องว่างต่างๆ ไม่ให้ควันจากภายนอกเข้ามาให้ห้องน้ำ แล้วพยายามโทรศัพท์ติดต่อมายังเพื่อนๆ ที่รอดชีวิตด้านนอก ต่อมาหน่วยกู้ภัยจึงได้ทุบผนังด้านห้องน้ำนั้นแล้วช่วยชีวิตทั้งหมดออกมาได้ อย่างปลอดภัย

 หรืออีกเรื่อง เป็นเรื่องของเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาผู้ซึ่งได้เรียนเรื่องสึนามิก่อน มาเที่ยวเมืองไทยกับแม่ เมื่อเขาเห็นคลื่นในทะเลแตกเป็นฟอง จึงได้ร้องบอกผู้คนให้รีบวิ่งไปยังโรงแรมที่พักซึ่งอยู่ที่สูงว่า “รีบหนีไปที่สูงเร็วๆ สึนามิกำลังจะมาแล้ว” แม้ว่าในตอนแรกไกด์จะไม่ยอมเชื่อ แต่เมื่อฟังคำยืนยันจากเด็กคนนั้นว่า พึ่งได้เรียนเรื่องนี้เมื่อไม่นานมานี้ สึนามิจะมาในอีกไม่นานนี้แน่ๆ ทำให้ไกด์ได้รีบพาคณะนักท่องเที่ยวและผู้คนรีบวิ่งไปยังโรงแรมโดยด่วน ส่วนแม่ของเด็กเองแม้ในตอนแรกจะไม่ยอมเชื่อ แต่เพราะลูกสาวของคนวิ่งมายังโรงแรม ตนจึงต้องวิ่งตามมาด้วย ทำให้รอดชีวิตเช่นกัน จากความรู้และการช่างสังเกตของเด็กตัวเล็กๆ คนเดียวก็สามารถรักษาชีวิตของนักท่องเที่ยวร่วม ๑๐๐ คนได้

นี่อาจจะพอเป็นตัวอย่างเล็กๆ ที่แสดงให้เห็นว่า ความรู้นั้นจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้ แต่มันเป็นเรื่องเหลือวิสัยที่เราจะรู้ได้ว่า ความจำเป็นจะมาถึงเราเมื่อใด

ดังนั้น ควรหรือไม่หนอที่เราจะตั้งใจเรียนรู้ให้มากกับสิ่งที่สถาบันบังคับให้เรา เรียนและใฝ่เรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองสนใจ เพราะเราไม่อาจจะรู้ได้ว่า ความรู้อย่างนั้นๆ เมื่อไรมันจะมีคุณค่าต่อเรา และคุณค่าที่มันมอบให้เรานั้นอาจจะหมายถึงการมีชีวิตต่อไปอีกหลายสิบปีก็ เป็นได้

ที่มา http://blog.eduzones.com/poonpreecha/94814#