คนไทยกับการอ่าน

16 สค. 56     467

พอดีไปเจอการแชร์ข้อเขียนของ ดร.สุพักตร์ พิบูลย์ เขียนใน Facebook ไว้น่าสนใจเลยขอคัดลอกมาให้อ่านกันสักนิดดังนี้

suphak_pibool".....ผมรู้สึกสะเทือนใจทุกครั้งที่มีคนมาบอกว่า พบเด็ก ม.1 ที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก ระลึกถึงคำพูดของ ดร.โกวิทย์ วรพิพัฒน์ (อดีต ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ) ที่เคยพูดกับผมว่า "สุ พักตร์ คุณรู้ไหม เด็กที่อ่านหนังสือไม่ออก ล้วนแต่เป็นลูกชาวบ้านที่ยากจน ลูกของครู หรือลูกคนรวย จะอ่านหนังสือออกทุกคน ถ้าเราแก้ปัญหานี้ไม่ได้ สักวันหนึ่ง ประเทศเราจะไปไม่รอด" ผมจำคำพูดนี้ได้ขึ้นใจ.....

วันที่ 2 เมษายน ของทุกปีเป็นวันหนังสือเด็กแห่งชาติ และ “วันรักการอ่าน ซึ่งถือเป็นวันสำคัญยิ่งวันหนึ่งของคนไทย ผลการวิจัยยืนยันว่า เด็กที่ถูกปลูกฝังการอ่านกับพ่อแม่ตั้งแต่แรกเกิด จะมีพัฒนาการที่ดีในทุกด้าน ทั้งสติปัญญา ทักษะทางภาษา คณิตศาสตร์ ด้านอารมณ์ และคุณธรรม สำหรับผมเองเคยได้รับคำสอนจากคุณแม่ว่า "การอ่านหนังสือเยอะ ๆ จะทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดียิ่งขึ้น"ได้เคยตั้งปณิธานในวันแรกของการเป็นครูที่โรงเรียนบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ในปี 2519 ว่า "จะอ่านหนังสือวันละ 50 หน้า ทุกวัน" แม้ทำได้ไม่สม่ำเสมอทุกวัน แต่ก็มีผลทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น อย่างเห็นได้ชัด จนถึงทุกวันนี้

ในปัจจุบัน เด็กไทย-คนไทยยังไม่รักการอ่าน ผมเชื่อว่า ในระยะปฐมวัย เด็กทุกคนมีนิสัยใฝ่รู้-ใฝ่เรียน โดยหลักฐานที่ชัดเจน คือ การชอบฟังนิทาน หรือเรื่องเล่าต่างๆ จากพ่อแม่/ผู้ปกครอง หรือครู ถ้าเด็กได้เจอนักเล่านิทานที่สร้างสรรค์ มีความสามารถในการกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น และสามารถป้อนคำถามให้เด็กคิดตามอย่างต่อเนื่อง จะเป็นการพัฒนาความสามารถด้านการคิดได้เป็นอย่างดี และจะก่อให้เกิดพัฒนาการที่เป็นเลิศได้ในหลายๆ ด้าน

ปัญหาของประเทศเรา ณ เวลานี้ คือ เมื่อเด็กเข้าเรียนระดับประถมศึกษา ผมคิดว่า ระบบการศึกษาของเรายังประสบความล้มเหลวในการสร้างนิสัยรักการอ่าน โดยเฉพาะความล้มเหลวในช่วง 3 ปีแรกของระบบโรงเรียน คือ ป.1-3 เมื่อเด็กจบชั้น ป.3 เขาไม่สามารถก้าวถึงขั้นการเป็น "ยอดนักอ่านปฐมวัย-นักอ่านรุ่นเยาว์" ที่ติดตามข่าวสาร หรืออ่านหนังสือทุกวัน ในลักษณะการอ่านแบบสะสมไมล์ ...มิหนำซ้ำ บางคน เรียนจนจบ ป. 6 ยังอ่านหนังสือไม่ออก...โอ..แล้วชีวิตเขาจะเป็นอย่างไร (ส่วนใหญ่เป็นลูกคนจนเสียด้วย)

อยากชวนครูไทย พ่อแม่ไทย มาช่วยกันปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและสมรรถนะด้านการอ่านแก่ลูกหลานไทย โดยกำหนดเป้าหมาย ดังนี้

  • ป.1-2 ต้องฝึกทักษะการอ่านจนอ่านออก (ฝึกสะกดคำทั้งที่โรงเรียนและบ้านอย่างสอดรับกัน)
  • ป.2 ช่วงปลายปีต้องอ่านคล่อง (ขณะเรียน ป.2 ควรให้อ่านหนังสือพิมพ์วันละ 3 ย่อหน้า/พารากราฟ ฝึกอย่างน้อย 160 วัน หรือภาคเรียนละ 80 วัน โดยเด็ก 1 คน ต้องผ่านประสบการณ์การอ่านรวมไม่น้อยกว่า 480 ย่อหน้า/พารากราฟ)
  • ป.3 ต้องเป็นยอดนักอ่าน ที่อ่านคล่อง และอ่านสม่ำเสมอ คือ อ่านหนังสือพิมพ์ หรือหนังสือใดๆ วันละอย่างน้อย 15-20 หน้า เป็นประจำ (เด็ก ป.4 ขึ้นไปของสิงคฺโปร์ ร้อยละ 90 อ่านหนังสือพิมพ์ก่อนไปโรงเรียนทุกวัน)

สำหรับครู โดยเฉพาะครูที่สอนระดับประถมศึกษาทุกคน ทุกวิชา โปรดสัญญากับตนเองว่า เราจะช่วยเหลือดูแลนักเรียนด้วยความมุ่งมั่น จะต้องส่งเสริมให้เขาอ่านคล่องก่อนจบ ป. 3 การปล่อยให้เด็กจบชั้น ป.6 โดยอ่านหนังสือไม่ออก เป็นการสร้างบาปอย่างมหันต์ ที่ไม่สามารถลบล้างได้ เป็นการฆ่าคนให้ตายทั้งเป็นหรือทำลายทั้งชีวิต (ไม่นับกรณีเด็กที่มีความบกพร่องทางสมอง)

สำหรับพ่อแม่หรือผู้ปกครองทุกคน โปรดระลึกเสมอว่า เมื่อถึงชั้น ป.3 หากลูกเรายังอ่านหนังสือไม่ออก มันหมายถึงหายนะกำลังจะมาถึงชีวิตลูกและตระกูลเรา.. ขอให้ดิ้นรนช่วยชีวิตลูกจนสุดๆ อย่าปล่อยปละละเลยอีกต่อไป

......อันที่จริง ผมคิดว่า ป.1-3 เอาแค่อ่านภาษาไทยคล่อง-รักการอ่าน มีทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน คุ้นเคยกับสำเนียงภาษาอังกฤษ และมีทักษะชีวิตที่จำเป็น น่าจะเพียงพอแล้ว ไม่ต้องอัดเข้าไปตั้ง 8 สาระ จนในที่สุด "ไม่ได้สักสาระ" หรือประสบปัญหาจนถึงขั้นอ่านไม่ออก (เป็นภาวะที่เรียกว่า "สำลักสาระ" )....... เรื่องนี้ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (บอร์ด กพฐ) ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ ควรผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง"

ตรงใจผมมากเลยครับ เรื่องการอ่านเคยบ่นมานานแล้ว (เรื่องเดิมเมื่อ 8 ปีที่แล้ว) ณ วันนี้ก็ไม่พัฒนาขึ้น ดูเหมือนจะน้อยลงๆ กว่าเดิม เราสามารถส่งเสริมการอ่านในวัยเด็กได้ด้วยการ์ตูนครับ การ์ตูนที่ผมแนะนำ คือ การ์ตูนไทย เล่มเล็กๆ ที่อ่านแล้วยิ้มมีอารมณ์ขัน เช่น การ์ตูนเบบี้ ขายหัวเราะ ดีที่สุดครับ แล้วยังเก็บสะสมไว้ศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในห้วงหนึ่งๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเมือง สังคมและบันเทิง ลองไปหาเล่มเก่าๆ ดูซิครับ ไม่ต้องดูวันเวลาที่พิมพ์ แค่ดูการ์ตูนสัก 4-5 หน้าจะเดาได้ว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด เด็กๆ จะซึมซาบและรักการอ่านได้มากยิ่งขึ้น

มาถึงเรื่องที่จั่วหัวไว้ "คอมพิวเตอร์หรือคือพระเจ้า?" ใน พ.ศ. นี้ก็ยังมีคนคิดว่า การงานทุกสิ่งทุกอย่างจะสำเร็จลุล่วงได้ถ้ามีคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยงาน รวมทั้งช่วยสอนแทนครูได้อย่างวิเศษนัก จริงหรือ?

tablet_childคอมพิวเตอร์ ก็แค่ทาสที่รอคำสั่งเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งของผู้ใช้งาน ไม่มีชีวิตจิตใจแล้วทำไมเราต้องไปลุ่มหลงมันขนาดนั้น อ้อ... ถามแล้วมันรู้ทุกเรื่อง ใช่.. มันรู้เพราะมีการสร้างคำสั่งให้มันค้นหา จดจำ แยกแยะเป็นหมวดหมู่ ก็คนอีกนั่นแหละที่สั่งให้มันจำและกระทำอย่างนั้น หาใช่มันคิดเองทำเองไม่

มันสอนและทำให้ผู้เรียนสนุก จดจำได้ง่าย น่าสนใจ อือม์ ใครเป็นคนจัดทำคำสั่งให้มันสอนตามขั้นตอน โต้ตอบในการกระทำทั้งถูกและผิด มันก็ตอบได้ตามเงื่อนไขที่วางไว้ซ้ำๆ ซากๆ อย่างเดิม ความสนุกเกิดจากการพบปะในครั้งแรกแต่ถ้าเจอรูปแบบเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรียนเรื่องอะไรก็มาแบบเดิมๆ ที่เคยสนุกและน่าสนใจก็จะค่อยๆ เปลี่ยนไปแน่นอน

คอมพิวเตอร์จะสอนได้ดีเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับการป้อนข้อมูล เนื้อหาที่สอน และรูปแบบวิธีการสอนต่างๆ ลงไป กำหนดเงื่อนไขการเรียนรู้ต่างๆ วิธีการวัดและประเมินผลลงไปในเครื่องเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนตามเงื่อนไข นั้น ครูผู้สอนจึงสำคัญกว่าเครื่องมากมายนัก

คงไม่ต่างจากที่เมื่อก่อนเราสอนด้วยวิธีการชอล์กแอนด์ทอล์ก ถ้าไม่เขียนตามคำบอกก็ให้ลอกบนกระดานดำ จากนั้นก็มีการนำเอาเทคนิคการย่างมา ใช้สอน อย่าพึ่งงง... กันสิครับ ก็ย่างแผ่นโปร่งใสไงครับ เคยจัดอบรมกันไปมากมาย (ผมก็ด้วยจนกลายเป็นวิทยากรผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ หากินข้ามจังหวัดมานักต่อนัก) ย่างกันจนแผ่นโปร่งใสกรอบ นักเรียนก็สนุกสนานกันไปสักพักก็เบื่อทั้งครูและนักเรียน พัฒนาการต่อมา ณ ปัจจุบันก็ใช้สื่อมัลติมีเดียสารพันบนคอมพิวเตอร์ ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้างตามแต่สิ่งที่ครูผู้สอนป้อนเข้าไป บางเรื่องเด็กๆ บอกมาว่าอ่านในหนังสือง่ายกว่าใช้สื่อที่ครูสรรหามาไม่ครบถ้วนอีก
 

ความสำเร็จในบางเรื่องที่ตีปี๊บกันมาอยู่ในปัจจุบันมันก็เชื่อถือไม่ค่อย ได้ พูดตามตรงคืองานวิจัยบ้านเรา (โดยเฉพาะเรื่องในวงการศึกษา) นั้นมันตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าต้องสำเร็จ มีธงนำแล้ว เป้าหมายชัดเจนว่าจะเอาผลไปทำอะไร ไม่ได้วิจัยเพื่อการแก้ปัญหาให้ได้อย่างแท้จริง ข้อมูลที่ได้มาอยู่ในวงจำกัด และบางส่วนแต่งแต้มให้ได้ผลตามที่ต้องการด้วยซ้ำ เราไม่ได้ทำงานภาคสนามจริงจัง เปรียบเทียบหลายแห่งหน ด้วยวิธีการที่แปลกใหม่ใดๆ ประชากรที่หลากหลายเพียงพอ

girls-addicted-social-networkingอย่าง เรื่องการใช้สังคมออนไลน์ในการเรียนการสอน มันไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด มีมานานพอสมควร เด็กๆ ใช้ MSN, ICQ, Chat, Hi5, Twitter, Facebook มาก่อนครูด้วยซ้ำจนกลายเป็นกิจนิสัย พวกเขาได้เปิดโลกกว้างไกลไปไหนต่อไหน แต่ครูพึ่งตื่น พึ่งค้นพบ เมื่อป้อนความรู้เข้าไปมันจึงเตลิดเปิดเปิงไปหมดเพราะมันล้าสมัยเกินไปใน ความคิดของพวกเขา ครูพยายามป้อนเนื้อหาด้วยการลอกจากเอกสารกระดาษเข้าไปเป็นสื่อดิจิตอล เปลี่ยนจากแบบฝึกหัดบนกระดาษไปอยู่ที่หน้าจอ มันจึงไม่ได้มีความน่าสนใจมากกว่าเดิม

วันนี้ ถ้าเราจะพัฒนาสื่อการเรียนดิจิตอลใช้งานกันอย่างจริงจังเพื่อให้คอมพิวเตอร์ เป็นพระเจ้าสอนแทนเราได้นั้น ลำพังครูผู้สอนเก่งๆ เพียงคนเดียวมิอาจจะทำได้ ต้องมีผู้เชียวชาญด้านอื่นๆ เข้ามาเสริมเพื่อสร้างสื่อดิจิตอลให้มีพลังทั้งศิลปิน (ผู้วาดภาพจินตนาการ) โปรแกรมเมอร์ (ผู้พัฒนาคำสั่งเพื่อการโต้ตอบ) นักจิตวิทยา (เพื่อประเมินผลในการเรียนรู้) ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณพอสมควรกว่าจะสำเร็จลงได้แต่ละเรื่อง เราคิดจะทำหรือยัง? ที่เห็นก็แค่เพียงให้ครูไปอบรมการใช้สื่อเหล่านี้ให้เป็นเท่านั้น ดังนั้นแท็ปเล็ตที่จะแจกกันในขณะนี้จึงกลายเป็นแค่เครื่องอ่าน e-Book เปลี่ยนหนังสือเล่มที่หนาและหนักมาเป็นหนังสือที่อ่านผ่านหน้าจอเครื่อง เดียวแทนเท่านั้น

ebeam_kindle

แล้วมันจะสำเร็จหรือ? ถ้าเยาวชนของเราไม่รักการอ่าน เห็นไหมล่ะ... ว่า แม้เราจะหาทางลัดให้ผู้เรียนใช้คอมพิวเตอร์มาเป็นสื่อกลางที่ทันสมัยเพียงใด ถ้าผู้เรียนไม่รักการอ่านก็ดูท่าการเรียนรู้จากสื่อดิจิตอลจะไปไม่รอดเสีย แล้ว...
ที่มา http://blog.eduzones.com/poonpreecha/102037