ทฤษฎีเซลล์กระจกเงากับการพัฒนามนุษย์

13 สค. 56     623

ในสมองมนุษย์มีเซลล์ประสาทชนิดหนึ่งที่สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ของมนุษย์ ซึ่งเรียกเซลล์ประสาทนี้ว่า "Mirror neuron" หรือ เซลล์กระจกเงา เซลล์ประสาทชนิดนี้เมื่อถูกกระตุ้นให้เกิดการทำงาน ขณะทำการเคลื่อนไหวซึ่งตัวเราได้สังเกตการณ์เคลื่อนไหวนั้น ๆ ทันที โดยไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ เพิ่มเติม ได้รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวนั้น ๆ ไม่ว่าจะรุนแรง รวดเร็ว พลิ้วไหว หรือ เชื่องช้า
ทฤษฎีเซลล์กระจกเงากับการ

การที่เรารู้สึกเช่นนั้นได้เป็นเพราะเส้นประสาทนี้ต่อโดยตรงไปยังเส้นประสาทอื่น ๆ ที่ควบคุมระบบภายในร่างกายและต่อไปยังสมองส่วนล่าง (limbic system) ที่ควบคุมอารมณ์ความรู้สึก จากการศึกษานี้ได้เรียนรู้ว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ได้มีการตื่นตัวอยู่เสมอ แม้แต่การจ้องมองเราก็สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ และได้เก็บข้อมูลนั้นไว้ในสมอง เสมือนเราเป็นผู้กระทำสิ่งนั้นเอง ทฤษฎีเซลล์กระจกเงาจึงถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนาเด็ก ปัจจุบันนำไปใช้ในการบำบัดรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และผู้ป่วยที่อาการบาดเจ็บทางระบบประสาท

Mirror therapy คือ วิธีการบำบัดโดยการสังเกตการเคลื่อนไหวของตนเองผ่านการมองเห็นในกระจกซึ่งเกิดการสะท้อนผ่านการทำงานของ Mirror neuron

การนำประยุกต์ใช้กับทางกิจกรรมบำบัดในการฟื้นฟูผู้ป่วย นำวิธีการนี้ในการส่งเสริมการเคลื่อนไหวของมือก่อนนำไปสู่การประกอบกิจวัตรประจำวันและกิจกรรมที่มีความหมายต่อผู้ป่วยได้ด้วยตนเอง โดยวางกระจกไว้ตามแนวกึ่งกลางของลำตัว หันกระจกไปทางด้านมีรยางค์ปกติ ให้ผู้ป่วยสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของรยางค์ข้างปกติอย่างจดจ่อ แล้วจินตนาการว่ารยางค์ที่อยู่ในกระจกนั้นเป็นข้างที่เป็นพยาธิสภาพ ให้รู้สึกเหมือนเราเคลื่อนไหวรยางค์ทั้งสองข้างไปพร้อม ๆ กันก่อนการใช้ Mirror therapy สิ่งที่ควรสังเกตผู้ป่วย คือ ช่วงความสนใจ, การรับรู้สิ่งต่าง ๆและความสามารถในการประมวลผลขณะนั้นของผู้ป่วย หากสิ่งที่กล่าวมานั้นผู้ป่วยอยู่ในช่วงต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Mirror therapy

เคยสังเกตไหมครับว่าเวลาที่เราเห็นเพื่อนที่อยู่ข้างๆ นั่งไขว่ห้าง หรือกอดอกแล้วทำไมเราถึงมีแนวโน้มทำตาม มันเป็นพฤติกรรมที่เกิดการเลียนแบบโดยไม่รู้ตัวหรือเป็นพฤติกรรมติดต่อ แม้แต่พฤติกรรมของเด็กอนุบาลที่ชอบทำท่าเลียนแบบ อุลตราแมน ไรเดอร์ ที่เขาเห็นจากทีวีหรือวิดีโอซีดี พฤติกรรมเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าในสังคมมนุษย์ มีการพยายามเลียนแบบเพื่อเหตุผลบางอย่างที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งนั่นคือที่มาของการค้นหาความจริงกับ “ทฤษฏีเซลล์กระจกเงา” ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาพฤติกรรมของเด็กๆ รวมไปถึงการแก้ไขอาการอัมพาตครึ่งซีก และบำบัดอาการออทิสติก

อะไรคือเซลล์กระจกเงา

เมื่อไม่นานนี้ นักวิทยาศาสตร์ในอิตาลี (Giacomo Rizzolatti and Laila Craighero) ซึ่งทำงานอยู่ มหาวิทยาลัยปาร์มา ในประเทศอิตาลี ได้ศึกษาวิจัยเรื่องของเซลล์สมองกระจกเงา (The Mirror-Neuron System) ลงเผยแพร่ในวารสารทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ค้นพบว่าในสมองของมนุษย์เรานั้นมีเซลล์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “Mirror Neuron” หรือ “เซลล์สมองกระจกเงา” ซึ่งเป็นเซลล์ที่สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ของมนุษย์ เช่นการตอบสนองต่อการมองเห็น การได้ยิน การได้เห็นภาพ และการได้กลิ่น ตัวกระตุ้นที่เรารับผ่านประสาทสัมผัสเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดรวมถึงมนุษย์ โดยเฉพาะผ่านการกระทำของผู้อื่น ถ้าเราต้องการที่จะอยู่รอด เราต้องเข้าใจการกระทำของคนอื่น ถ้าปราศจากสิ่งนี้ ก็ไม่มีสังคมมนุษย์ มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่น คือสามารถเรียนรู้จากการสังเกต และเลียนแบบผู้อื่นซึ่งเราสามารถอธิบายจากทฤษฏีเซลล์กระจกเงา

การศึกษาวิจัยครั้งแรกได้ทำการศึกษาในลิง ต่อไปจึงทำการศึกษาในคน ได้ข้อสรุปความสัมพันธ์ระหว่างเซลล์กระจกเงา และภาษา จากการทดลองในลิงพบว่าเซลล์สมองเฉพาะบางส่วนจะถูกกระตุ้นเมื่อลิงใช้มือเคลื่อนไหว เช่นหยิบจับสิ่งของ และเซลล์ก็ถูกกระตุ้นเช่นเดียวกันเมื่อมันเห็นลิงตัวอื่นใช้มือเคลื่อนไหวแบบเดียวกัน

สมมุติฐานนี้เรียกเซลล์เหล่านี้ว่า เซลล์กระจกเงา (mirror neurons) นั่นคือมันสะท้อนการเคลื่อนไหวและการทำงานของคนอื่นนักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันกลไกของเซลล์กระจกเงาแบบเดียวกันในมนุษย์ โดยมีการใช้เครื่องตรวจสนามแม่เหล็กหรือที่เรียกกันว่า MRI. เพื่อศึกษาตำแหน่งของสมองที่ถูกกระตุ้นเมื่อได้สังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของผู้อื่นเช่น ปาก มือ เท้า ก็พบว่าบริเวณของสมองที่เรียกว่าพรีมอเตอร์ คอร์เทค (premotor cortex) จะถูกกระตุ้นตามตำแหน่งของกล้ามเนื้อนั้น การพบครั้งนี้ได้ก่อให้เกิดการตื่นตัวในการค้นคว้าวิจัยบทบาทของเซลล์ชนิดนี้ทั้งในแวดวงวิทยาศาสตร์ การแพทย์ จิตวิทยาและสังคมวิทยา เป็นอย่างมากครับ รวมทั้งส่งผลให้เกิดความรู้รุ่นใหม่ๆ เกี่ยวกับการเรียนรู้ การพัฒนาตนเองของมนุษย์อย่างมากมาย ทฤษฎีเซลล์กระจกเงาในระยะเริ่มแรกถูกนำมาประยุกต์ใช้ในเรื่องการพัฒนาเด็ก เพราะสมองของเด็กนั้นมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีให้เด็กเห็นและทำให้เด็กเกิดการลอกเลียนแบบ นอกจากนี้ยังเป็นประโยชน์ในการนำมาใช้ในการขัดเกลาคนในสังคม ขณะเดียวกันการพยายามที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับผู้อื่นยังมีส่วนนำมาพัฒนาควบคู่กับการเข้าถึงภาวะจิตใจของผู้อื่นอีกด้วย กลายเป็นจุดเริ่มต้นของบุคลิกภาพของมนุษย์

นอกเหนือจากการนำไปใช้พัฒนาเด็กแล้วในปัจจุบันทฤษฎีเซลล์กระจกเงายังถูกนำไปใช้ในการบำบัดรักษาโรคได้อีกด้วย เช่น อัมพาตครึ่งซีก และโรคออทิสติก มีการนำทฤษฏีเซลล์กระจกเงามาใช้ในการฟื้นฟูผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตโดยทำควบคู่ไปกับการฝึกกายภาพบำบัดซึ่งแนวทางในการใช้ก็คือพยายามควบคุมบริเวณที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อให้เกิดการเคลื่อนไหวขึ้น จากการเลียนแบบหรือเกิดจากการจินตนาการ

การสื่อสารที่ผิดธรรมชาติ

ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเซลล์สมอง กระจกเงาอาจนำมาใช้อธิบายว่าทำไมเด็กเล็ก 1-2 ขวบที่ดูทีวี วิดีโอซีดี มากๆ เช่น 8 ชั่วโมง/วัน จึงมีผลต่อพัฒนาการทางภาษา และสังคม พูดช้า มีภาษาแปลกๆ ไม่ค่อยทำตามสั่ง เป็นไปได้หรือไม่ครับว่าเซลล์กระจกเงาในสมอง ถูกกระตุ้นจากการเคลื่อนไหวหรือการสื่อสารที่ผิดธรรมชาติ เช่นการเคลื่อนไหวของตัวการ์ตูน หรือหุ่นร่วมกับถูกกระตุ้นด้วยการสื่อสารทางเดียว คือไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก ภาพเหล่านี้ก็สะท้อนเข้าไปในสมองเด็ก และแสดงออกมาในลักษณะเดียวกัน เรื่องที่น่าสนใจมากอีกเรื่องหนึ่งก็คือ เด็กป่า (Farewell child) คือเด็กเล็กที่พลัดหลงเข้าไปใช้ชีวิตกับฝูงสัตว์ในป่า เช่นลิง สุนัขป่า ในหลายๆ ประเทศมักจะพบเหมือนกันว่า เมื่อเด็กได้รับการช่วยเหลือออกมาภายหลัง เด็กกลุ่มนี้มักจะพูดไม่ได้ มีพัฒนาการทางภาษา และสังคมล่าช้า ส่งเสียงร้อง และมีท่าทางคล้ายสัตว์ป่าที่เด็กได้เข้าไปใช้ชีวิตอยู่ด้วย เป็นไปได้หรือไม่ว่าเซลล์สมองกระจกเงาของเด็กเหล่านี้ ถูกกระตุ้นด้วยการสื่อสาร และพฤติกรรมของสัตว์ป่า ภาพและพฤติกรรมของสัตว์ป่าหล่านี้ก็สะท้อนเข้าไปในสมอง และเด็กก็แสดงออกมาในลักษณะเดียวกัน จนเกิดเป็นความผิดปกติขึ้นนั่นเองครับ

พ่อแม่คือกระจกเงาของลูก
นอกจากนี้อาจนำใช้สำหรับการอบรมเลี้ยงดูลูก ดังที่ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุเคยกล่าวไว้ว่า "พ่อแม่ คือกระจกเงาของลูก" ถ้าพ่อแม่เป็นคนเจ้าอารมณ์ โกรธง่าย หงุดหงิดง่าย ไม่มีเหตุผล ภาพหล่านี้ก็สะท้อนเข้าไปในสมองลูก และแสดงออกมาในลักษณะเดียวกัน และอาจใช้อธิบายว่าครูมีความสำคัญมากเพียงไรต่อสังคมและระบบการศึกษา เพราะครู คือกระจกเงาการเรียนรู้ และการสอนของลูกหลานที่เรารัก ถ้าครูเป็นคนใฝ่รู้ ชอบที่เรียนรู้อย่างมีความสุข และรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต ชอบค้นคว้า ชอบอ่านหนังสือ ภาพเหล่านี้ก็สะท้อนเข้าไปในสมองเด็ก แต่ครูมีลักษณะตรงกันข้าม ไม่มีจิตวิญญาณครู ไม่มีเหตุผล ประพฤติตนไม่เหมาะสม ภาพเหล่านี้ก็สะท้อนเข้าไปในสมองเด็ก และแสดงออกมาในลักษณะเดียวกัน
ที่มา http://blog.eduzones.com/moobo/94665