เตรียมตัวน้องหนูก่อนไปโรงเรียน

13 สค. 56     500
เมื่อเจ้าตัวเล็กต้องเตรียมตัวเป็นนักเรียนคนใหม่ คุณพ่อคุณแม่ช่วยลูกรักเตรียมพร้อมกับการเป็นนักเรียนคนใหม่อย่างไร เรามีเทคนิคมาแนะนำค่ะ
ฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเอง
เวลาที่อยู่ บ้านคุณแม่อาจจะดูแลประคบประหงม ลูกชนิดไข่ในหิน หรือไม่ก็มีพี่เลี้ยงวิ่งตามดูแลแบบตัวต่อตัว ลูกไม่จำเป็นต้องช่วยตัวเองมากนัก แต่ที่โรงเรียนจะไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าลูกได้รับการฝึกให้รู้จักดูแลตัวเองเป็นตั้งแต่เนิ่น จะช่วยให้ลูกสามารถปรับตัวในโรงเรียนได้เร็ว เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้โอกาสลูกช่วยตัวเองในสิ่งที่สมควรปล่อยให้ลูก ทำได้ เช่น การสวมเสื้อผ้า การกินอาหาร การใช้ห้องน้ำ การเล่นการทำกิจกรรมกับเด็กในวัยเดียวกัน ฯลฯ
ฝึกทักษะทางการสื่อสาร
การ สื่อสารในที่นี้หมายถึง การฟัง การพูด ซึ่งลูกจำเป็นต้องใช้มากเมื่อเข้าสู่สังคมโรงเรียน เพื่อสื่อความต้องการของตัวเองให้คนอื่นรับรู้ เพราะถ้าลูกสามารถบอกถึงความต้องการ ความรู้สึกของตัวเองได้เหมาะสมกับวัย คุณครูและคนอื่นๆ ที่โรงเรียนสามารถตอบสนองได้ และถ้าลูกสามารถฟังและรับรู้ได้ดี ลูกก็จะเข้าใจและเรียนรู้ได้รู้เรื่อง เกิดความ รู้สึกที่ดีต่อการเรียนสืบเนื่องกันไป
คุณพ่อคุณแม่ช่วยพัฒนา ภาษาให้ลูกได้ด้วยการใช้เวลาใกล้ชิดพูดคุย ใช้ภาษาที่เหมาะสมกับลูก สุภาพ ชัดเจน ถูกต้อง การเล่านิทานหรืออ่านหนังสือให้ลูกฟัง ก็เป็นกิจกรรมที่ดีในการฝึกการฟังและพัฒนาคำศัพท์ใหม่ๆ
เรียนรู้ที่จะรอคอย
เวลา ที่ลูกไปโรงเรียน ลูกต้องอยู่กับเพื่อนๆ วัยเดียวกัน มีพัฒนาการและความรู้สึกที่ใกล้เคียงกัน ทั้งยังยึดตัวเองเป็นใหญ่เหมือนๆ กัน ในขณะที่คุณครูไม่ได้มีจำนวนเท่ากับนักเรียน ของเล่นก็ไม่ได้มีเท่าจำนวนคน กินอาหารก็อาจจะต้องเข้าแถว เพราฉะนั้นลูกต้องรู้จักรอคอย รู้จักอดทน รู้จักแบ่งคุณครูให้เพื่อนคนอื่นบ้าง ไม่ใช่กอดเอาไว้คนเดียว ฯลฯ
คุณพ่อ คุณแม่เริ่มฝึกลูกได้ตั้งแต่ยังไม่ถึงวัยอนุบาล ฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการรอคอยแบบสั้นๆ ในสิ่งที่ลูกสนใจ เช่น “ลูกรอนิดหนึ่ง แม่ล้างมือแล้วจะชงนมให้ลูกดื่มนะจ๊ะ” หรือ “ลูกนั่งรอก่อน ให้แม่ตากผ้าเสร็จแล้วจะเล่านิทานให้ฟังจ้ะ”
การที่คุณพ่อคุณแม่แสดงบทบาทเป็นผู้รอที่ดีให้ลูกเห็นก่อนจะช่วยให้ลูกเข้าใจการรอคอยได้ดีขึ้น
ยอมรับการพลัดพราก
ข้อ นี้ถ้าไม่มีการเตรียมพร้อมเลย อาจจะมีปัญหามากในช่วงเริ่มไปโรงเรียนได้ เพราะลูกวัยนี้กลัวถูกทิ้ง กลัวการแยกจาก ตั้งแต่ลูกยังอยู่บ้าน เวลาคุณพ่อคุณแม่จะออกไปทำงานไม่ควรใช้วิธีหลอก แล้วหนีลูกไปเพราะกลัวลูกร้องตาม แต่ควรบอกลูกตรงๆ ว่า “แม่ไปทำงานนะลูก ตอนเย็นจะกลับมาหาลูกจ้ะ” ทั้งลูกและแม่อาจจะน้ำตาท่วมไปบ้าง แต่ถ้าคุณแม่ทำสม่ำเสมอ ไม่มัวอาลัยอาวรณ์แล้วตอนเย็นก็กลับมาตามคำพูด ลูกจะค่อยๆ รับรู้และเคยชินในที่สุด
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ อย่าขู่ว่าจะทิ้งลูก ไม่ว่าลูกจะเกเรหรืองอแง เพราะจะทำให้ลูกกลัวการถูกทิ้งจริงๆ และไม่ควรออกไปไหนด้วยวิธีหนีลูก ทำทุกอย่างให้ปกติให้ลูกได้รู้ว่าคุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่ต้องทำ เมื่อเสร็จหน้าที่แล้วจะกลับ เมื่อลูกต้องเข้าโรงเรียนลูกก็จะค่อยๆ เรียนรู้เองว่า ลูกก็มีหน้าที่ต้องไปโรงเรียน เย็นลงก็กลับมาพบกันพ่อแม่ลูกเหมือนเดิม
ข้อนี้ฟังดูง่ายแต่จริงๆ ไม่ง่ายหรอกค่ะ คุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็นๆ ใช้เวลาและความสม่ำเสมอเป็นหลัก ลูกจะค่อยๆ เรียนรู้ไปเอง
สร้างทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน
เมื่อ ลูกรู้จักคำว่าโรงเรียน อย่าขู่ลูกโดยใช้โรงเรียนเป็นสัญลักษณ์ของการลงโทษ เช่น “ดื้ออย่างนี้จะพาไปไว้ที่โรงเรียนให้ครูจัดการซะให้เข็ด” หรือ “ซนเหลือเกิน ปีหน้าจะเอาไปโรงเรียนให้ครูจัดการซะที” คำพูดเหล่านี้จะปลูกฝังความกลัวโรงเรียนให้ลูก เรียกว่าไม่อยากไปตั้งแต่ยังไม่ได้ไปเลยทีเดียว
เราควรช่วยให้ลูกมอง เห็นโรงเรียนในด้านดี พูดคุยถึงความสนุกที่ลูกจะได้รับเมื่อไปโรงเรียน พูดถึงของเล่นและสื่อการเรียนอย่างที่บ้านไม่มี มีสนามกว้าง(กว่าที่บ้าน) มีชิงช้า (แบบที่ลูกชอบไปเล่นที่สนามเด็กเล่น) มีนิทาน มีเสื้อผ้าชุดใหม่และกระเป๋าใบใหม่ของหนูเอง อาจเล่าถึงความสนุกที่คุณพ่อคุณแม่ได้รับจากโรงเรียนเมื่อวัยเด็ก ถ้ามีเวลาอาจพาลูกไปเที่ยวเล่นที่โรงเรียน ไปรู้จักคุณครู ฯลฯ เมื่อลูกเริ่มรู้สึกดี รู้สึกสนุก ความกังวลใจจะลดลงไปครึ่งหนึ่งแล้วละค่ะ
และ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะบอกคุณพ่อคุณแม่ว่า อย่าเลือกโรงเรียนที่ไกลบ้านมากนักเลย เพราะการเดินทางที่ใช้เวลานานเกินไปทั้งเช้าและเย็นก็เป็นสาเหตุของความ เครียด เหนื่อย เพลีย ทำให้อารมณ์ไม่แจ่มใส (ทั้งแม่ทั้งลูก) บรรยากาศของกิจกรรมอื่นๆ ต่อจากนั้นจะสนุกสนานไปได้อย่างไร จริงไหมคะ
ฝึกให้ลูกอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ 
หา โอกาสพาลูกออกนอกบ้าน อาจไปสนามเด็กเล่นของหมู่บ้าน ไปเล่นกับเพื่อนบ้านหรือไปสวนสาธารณะ พิพิธภัณฑ์ ซึ่งลูกจะได้พบเห็นผู้คนมากมาย ได้ฝึกหัดการอยู่ร่วมกับคนอื่น พบกับกฎระเบียบที่แตกต่างกันไปในแต่ละที่ เพื่อเตรียมตัวลูกก่อนเข้าไปสู่วินัยในโรงเรียน

บทบาทของคุณพ่อคุณแม่
บทบาท ของคุณพ่อคุณแม่คือช่วยเตรียมตัวลูกให้พร้อมก่อนออกไปเผชิญโลกกว้าง แต่ถ้าไม่มีการเตรียมตัวก่อน หรือเตรียมมาบ้างแล้ว แต่ยังพบกับปัญหาที่ลูกตัวน้อยไม่ค่อยอยากจะไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่คงต้องรีบบทบาทใหม่ คือเป็นผู้ช่วยสร้างเสริมกำลังใจและช่วยแก้ไขปัญหาให้ลูกฝ่าข้ามช่วงวิกฤต นี้ไปได้อย่างสวยงาม
ปลอบใจให้ความอบอุ่น
ช่วงปรับตัวเป็นช่วง สำคัญของลูก แกอาจจะร้องไห้งอแง อ้อนมากกว่าปกติ อย่าไปดุว่าหรือแสดงความหงุดหงิดหรือแม้กระทั้งแสดงความสงสาร อาลัยอาวรณ์ลูกมากจนเกินไป ยิ่งจะทำให้ลูกกลัวและหมดกำลังใจในการไปโรงเรียน ทางที่ดีควรมีท่าทีอบอุ่น เข้าอกเข้าใจ ปลอบใจและให้กำลังใจ ยิ้มแย้มแจ่มใสเพื่อสร้างบรรยากาศ ชื่นชมลูกในวันที่แกร้องไห้น้อยลง พูดคุยถึงเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในโรงเรียน ในขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ต้องรักษาเวลาและรักษาคำพูดอย่างสม่ำเสมอ เช่น บอกว่าจะไปรับลูกกี่โมง ก็ต้องไปตามนั้น ไม่เช่นนั้นลูกที่กลัวการถูกทอดทิ้งอยู่แล้วจะยิ่งใจเสีย เกิดความลังเลกับคำสัญญาของเราในคราวต่อๆ ไป ส่งผลให้ไม่อยากไปโรงเรียนในที่สุด
ที่มา http://blog.eduzones.com/moobo/94685