ความคิดสร้างสรรค์

15 สค. 56     719
พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้ลูก ต้องร่วมมือกันทั้งที่บ้านและโรงเรียน

มนุษย์ เราพยายามที่จะแสวงหาความรู้ความจริงจากสิ่งต่างๆ รอบตัว จากความรู้นั้นได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ขึ้นมากมาย คนบางกลุ่มศึกษาหาความรู้จากธรรมชาติรอบตัว บางกลุ่มศึกษาจากธรรมชาติในตัวมนุษย์นี่เอง พวกเขาพยายามที่จะวิเคราะห์ ทดสอบ เพื่อให้ได้รู้จักธรรมชาติของตัวเอง คนที่ค้นพบความรู้เหล่านี้มักจะเป็นนักคิดที่มุ่งมั่นแน่วแน่ จริงจัง เพียรพยายามค้นคว้าทดลองหาคำตอบหลายๆ รูปแบบ เป็นคนที่คิดไม่เหมือนใคร และเมื่อได้ข้อมูลที่มากเพียงพอจึงจะลงความเห็นเป็นคำตอบที่เหมาะสม น่าเป็นไปได้ และดีที่สุดในขณะนั้นๆ

เห็นด้วยไหมคะว่า คุณสมบัติเหล่านี้ควรจะพัฒนาให้เพิ่มพูนขึ้นในคนไทย เด็กไทย เพราะอย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่ว่า ความรู้ทั้งหลาย ทางด้านจิตวิทยาก็ดี มนุษย์วิทยาก็ดี หรือเทคโนโลยีที่เข้ามาในบ้านเรา มักจะเริ่มมาจากชาวตะวันตก

ความคิดสร้างสรรค์พัฒนาได้ดีที่วัยแรกเริ่ม

มี นักคิด คิดค้นทฤษฎีเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ไว้หลากหลายทฤษฏี แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 2 กลุ่มแนวคิด กลุ่มแรกคือพวกที่พยายามวิเคราะห์ทางจิตวิทยา ได้แก่ ฟรอยด์ (Freud), คริส(Kris), แรงค์(Rank), แอดเลอร์(Adler) และอีกกลุ่มหนึ่งคือพวกมนุษย์วิทยา เช่น มาสโลว์ โรเจอร์
(Maslow Roger) หรือ ฟรอมม์(Fromm)

กลุ่มแรกเน้นว่า ความคิดสร้างสรรค์ในวัยแรกเริ่มของชีวิตเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด

ส่วนอีกพวกหนึ่งเห็นว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องตลอดอายุขัยของคนเรา

แต่ทั้งสองกลุ่มความคิดต่างก็ยอมรับว่า ช่วงสำคัญที่สุดในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์อยู่ในวัย 5 ปีแรกของชีวิต


ความคิดสร้างสรรค์มาจากไหน

ทอร์แรนซ์(Torrance)* บอกว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นกระบวนการทางจิตในระดับสูง ซึ่งจะพบในคนที่มีแรงจูงใจ สร้างสรรค์ มีความจริงจัง และมีทักษะที่จำเป็นในการสร้างสรรค์นั้น

ก่อนจะตอบคำถามที่ว่าความ คิดสร้างสรรค์มาจากไหน มาดูต้นตอ คือ ความสามารถในการคิดหรือสติปัญญาของคนเรากันก่อน แนวคิดเกี่ยวกับสติปัญญาของกิลฟอร์ด(Gilford)* บอกไว้ดังนี้ค่ะ

1.Cognition หมายถึง การค้นพบ การค้นพบซ้ำ และการรับรู้ในความรู้ที่พบนั้น

2.Memory หมายถึงความสามารถที่จะจดจำความรู้นั้นได้

3.Convergent thinking หมายถึง การคิดหาผลลัพธ์หรือคำตอบได้ถูกต้อง(หรืออาจจะผิดพลาด) ตอบปัญหาซึ่งมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น

4.Divergent thinking การคิดหลายๆ รูปแบบในการหาคำตอบ และมีหลายคำตอบที่ใช้ได้กับคำถามหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

5.Evaluation การตัดสินใจเลือกสิ่งที่เหมาะสม ดีที่สุด เหมาะกับสถานการณ์จากข้อมูลที่ได้รับมากที่สุด

จาก แนวคิดตามทฤษฏีดังกล่าว บ่งชี้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นผลรวมของความสามารถทั้งหมดของสติปัญญา ซึ่งให้ผลลัพธ์ออกมาหลายรูปแบบ อาจจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ วิธีการใหม่ หรือกระบวนการใหม่ก็ตาม เป็นการทำงานของทุกส่วนของสมองที่ประสานสัมพันธ์กันอย่างมีระบบ หรือจะพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ เป็นความสามารถในการรับรู้ปัญหา ใช้ความรู้ความสามารถทำความเข้าใจที่มาที่ไปของปัญหานั้น รู้จักแยะแยะความยากง่าย หาหนทางแก้ไข ตรวจสอบผลและขยายผลเมื่อสำเร็จ

และมีผู้สรุปว่า ความคิดในลักษณะที่เป็นความคิดคล่อง คิดยืดหยุ่น คิดริเริ่ม เป็นองค์ประกอบสำคัญของความคิดสร้างสรรค์

อย่ารอช้า! มาพัฒนาความคิดสร้างสรรค์กันเถอะ

ดัง ที่บอกแล้วข้างต้นว่า ช่วงวัยแรกเริ่มของชีวิตสำคัญที่สุดในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เราจึงควรหันมาพัฒนาลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์เสียตั้งแต่วันนี้ โดยใช้หลักการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ที่ทำได้ไม่ยาก คือพยายามกระตุ้น หรือสร้างสถานการณ์ให้เด็กได้ใช้ความคิดในเชิงความคิดคล่อง (fluency) ความคิดยืดหยุ่น(flexibility) ความคิดริเริ่ม (originality) ให้มากๆ รวมถึงจัดบรรยากาศที่เอื้อต่อความรู้สึกอบอุ่น สบายใจ
จะยกตัวอย่างการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ โดยใช้หนังสือภาพหรือนิทานสำหรับเด็กนะคะ

กระตุ้นความคิดคล่อง - "จากภาพนี้มีอะไรบ้างช่วยกันบอกหน่อยค่ะ"

กระตุ้น ความคิดริเริ่ม - การให้คำตอบที่ไม่ซ้ำกับใคร "ช่วยคิดทีว่า ทำไม ผู้หญิงคนนี้ถึงเข็นคอมพิวเตอร์ไปตามถนน" "จะใช้น้ำผึ้งทำอาหารอะไรได้บ้าง"

กระตุ้น ความคิดยึดหยุ่น - การจัดกลุ่ม จัดแนวคิดใหม่ๆ โดยไม่ยึดติดรูปแบบเดียว "ขอให้เด็กๆ ช่วยจัดของเหล่านี้เป็นกลุ่มๆ จะจัดอย่างไรได้บ้าง และอธิบายด้วยว่า ทำไมถึงจึงจัดเป็นประเภทเดียวกัน"

กระตุ้นความคิด ในการสรุปรวบยอด เป็นแนวคิดใหม่ๆ หลังจากมีการเรียนรู้อย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์ - "จากภาพนี้จะแต่งเรื่องอย่างไรดีให้สนุกและสร้างสรรค์"

นิทาน..เครื่องมือสร้างจินตนาการ

หนังสือ ภาพและนิทานเป็นสิ่งช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้อย่างดี ยิ่ง และจะได้ผลมากเมื่อทำร่วมกันทั้งที่บ้านและโรงเรียน เรียกได้ว่า นิทานเป็นเครื่องมือที่ดีที่ สุดชนิดหนึ่งในการสร้างจินตนาการ สร้างความสุข ความประทับใจให้กับเด็กๆ โลกแห่ง จินตนาการที่งดงามจะช่วยพัฒนาจิตใจเด็กได้อย่างดี

ยิ่ง ถ้ารู้จักใช้นิทานอย่างสร้างสรรค์ ด้วยการถามคำถามที่ช่วยให้เด็กๆ ได้รู้จัก คิด รู้จักแก้ปัญหา และใช้กิจกรรมการเล่าที่สนุกสนานนำหรือตาม

การ ตั้งคำถามที่ทำให้เด็กคิดสำคัญมากที่สุดในการฝึกคิด และเรายังสามารถเพิ่ม กิจกรรมอื่นๆ เข้าไปในการเล่านิทานเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้อีกมากมาย อาทิเช่น

- ใช้คำถามสร้างสรรค์ โดยยกสถานการณ์ต่างๆ มากระตุ้นให้คิดแก้ปัญหา

- เพิ่มบทกวีในเรื่องเพื่อสร้างจินตนาการ

- ให้โอกาสเด็กแสดงออกด้วยลีลาและบทบาทสมมุติ

- เล่นเกมประกอบเรื่อง

- ทำงานศิลปะจากนิทาน

- สร้างสิ่งประดิษฐ์จากนิทาน

- คิดนิทานต่อเติมหรือแต่งใหม่

สิ่ง สำคัญที่สุดคือบรรยากาศที่อบอุ่นและให้เสรีภาพอย่างเหมาะสม เรื่องนี้คุณพ่อ คุณแม่และคุณครูลืมไม่ได้เด็ดขาดนะคะ เมื่อใดลูกเกิดความเครียดหรือคับข้อง ถูกบีบบังคับ (ผลักดันมากไป) ความคิดสร้างสรรค์ไม่เกิดอย่างแน่นอนค่ะ

*แนวคิดของ Guilford ได้รับความยอมรับจากผู้คนส่วนมาก และ Torrance ก็ได้พัฒนาต่อไปและสร้างแบบวัด ความคิดสร้างสรรค์ขึ้นหลายแบบ ซึ่งยังนำมาใช้อยู่จนถึงปัจจุบันนี้

ที่มา http://blog.eduzones.com/moobo/96685