การขับรถเกียร์ออโต้ : ขั้นตอนการขับรถเกียร์ออโต้ ของรถรุ่น ฮอนด้า ซิตี้

ขั้นตอนการขับรถเกียร์ออโต้ ของรถรุ่น ฮอนด้า ซิตี้ เทคนิคขับรถเกียร์ออโต้ เริ่มขับรถเกียร์ออโต้

ขั้นตอนการขับรถเกียร์ออโต้ ของรถรุ่น ฮอนด้า ซิตี้

 การขับรถเกียร์ออโต้อย่างถูกวิธี(เกียร์อัตโนมัติ)


การขับรถเกียร์ออโต้อย่างถูกวิธี(เกียร์อัตโนมัติ)
ผู้ผลิตรถแทบทุกค่าย ต่างพากันใส่เกียร์อัตโนมัติไว้ให้เป็นทางเลือกของลูกค้า ที่ใช้งานส่วนใหญ่ในเมืองที่มีสภาพการจราจรหนาแน่น ทำให้การขับขี่มีความสะดวกสบายมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก เนื่องจากเท้าซ้ายไม่ต้องคอยเหยียบครัชให้วุ่นวายอีกต่อไป  เรามาดูวิธีการขับขี่เกียร์อัตโนมัติที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อเกียร์และ กระเป๋าของท่านกันดีกว่าครับ
1)การขับรถเกียร์ออโต้โดยทั่วๆไป ที่ไม่จำเป็นจะต้องใช้เทคนิคพิเศษแบบนักแข่งรถ ควรใช้เท้าขวาเพียงเท้าเดียวในการเหยียบคันเร่งเบรค ไม่ควรใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรค
2) สำหรับท่านที่เพิ่งจะเริ่มขับรถ พยายามเบรคด้วยเท้าขวาเท่านั้น และเหยียบเบรคทุกครั้งก่อนสตารท์รถ เพื่อป้องกันอันตรายถึงแม้ตำแหน่งเกียร์จะอยู่ที่ตำแหน่ง(P)หรือ(N)ก็ตาม และเหยียบเบรคทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ว่าง( N ) หรือเกียร์จอด (P) ไปเป็นเกียร์เดินหน้า (D) หรือเกียร์ถอยหลัง (R) จำไว้ให้ขึ้นใจครับ รถหยุดนิ่ง เหยียบเบรคก่อนทุกครั้งก่อนขยับเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ครับ
3) ถ้าท่านเลื่อนคันเกียร์ออกจากตำแหน่งเดินหน้า (D) ไปเป็นตำแหน่งถอยหลัง (R) หรือเปลี่ยนจากตำแหน่งถอยหลัง (R) ไปเป็นตำแหน่งเดินหน้า (D) ควรให้รถหยุดสนิทให้เรียบร้อยก่อน หลายท่านขับแบบใจร้อนและผิดวิธี รถยังคงเคลื่อนที่อยู่ก็รีบเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ จะทำให้เกียร์มีอายุการใช้งานสั้น อย่าลืมว่า ค่าซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ใหม่ในรถยนต์บางรุ่นมีราคาสูงมาก
4) ขณะที่รถวิ่งอยู่ไม่ควรเข้าเกียร์ตำแหน่ง (N)  เช่นเห็นไฟแดงข้างหน้าแต่ยังอีกไกล กลัวว่าจะไม่ประหยัดน้ำมัน ท่านจึงเข้าเกียร์ในตำแหน่ง (N) และปล่อยให้รถไหลไปจนถึงไฟแดง รถแทบทุกรุ่นในยุคปัจจุบันใช้ระบบหัวฉีดควบคุด้วยสมองกลที่ทันสมัย การจ่ายเชื้อเพลิงขึ้นตรงกับลิ้นปีกผีเสื้อ  ถ้าท่านยกเท้าออกจากคันเร่งลิ้นปีกผีเสื้อก็จะปิดทันที เซนเซอร์ลิ้นปีกผีเสื้อจะรายงานกล่องสมองกลที่ควบคุมระบบการจ่ายเชื้อเพลิง ให้หยุดทำการจ่ายน้ำมันทันที ไม่มีความจำเป็นที่ต้องปลดเกียร์ว่าง (N) แต่อย่างใด และยังเป็นผลเสียอย่างร้ายแรงต่อเกียรืของท่านอีกด้วย เนื่องจากรถยนต์ในขณะเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว เกียร์ที่อยู่ในตำแหน่ง(D) จะมีปั้มแรงดันสูง ส่งน้ำมันเกียร์เข้าไปหล่อลื่นอยู่ตลอดเวลา
แต่ปั้มน้ำมันของเกียร์อัตโนมัติจะทำงานน้อยลงเมื่อเกียร์ อยู่ในตำแหน่ง (N) เมื่อไม่มีแรงดันที่พอเพียงจะดันน้ำมันไปหล่อลื่นเกียร์อย่างเพียงพอ จะทำให้เกียร์ออโต้ของท่านร้อน และเกิดการสึกหรอเสียหายตามมา และด้วยสาเหตุนี้เองเวลารถที่ใช้เกียร์ออโต้เสียและจำเป็นต้องลากไปอู่จึงจำ เป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเติมน้ำมันเกียร์เพิ่มเข้าไปอีก เพื่อช่วยลดความร้อนของเกียร์ขณะที่ทำการลากจูง หรือถ้าหาน้ำมันเกียร์มาเติมไม่ได้ ควรยกให้ล้อที่ใช้ขับเคลื่อนให้ลอยพ้นพื้นถนนเนื่องจากระบบปั้มน้ำมัน เพาว์เวอร์ของระบบเกียร์อัตโนมัติหยุดทำงาน ไม่แนะนำให้ถอดเพลาสำหรับรถขับเคลื่อนล้อหลังเพระยุ่งยากและเสียเวลามากครับ ปัจจุบันนี้มีรถยก 6 ล้อ แบบสไลด์ออนสามารถนำรถทั้งคันขึ้นไปไว้บนกระบะหลัง สะดวกสบายและปลอดภัยต่อเกียร์อัตโนมัติและรถยนต์ราคาแพงของท่านครับ
5) การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ 2 ต้องระมัดระวังเนื่องจากตำแหน่ง 2 จะมีอัตตราทดเฉพาะเกียร์ 1 และ 2 ซึ่งบริษัทผู้ผลิตต้องการทำให้ท่านเจ้าของรถใช้งานในกรณีที่ต้องการแรงบิด มากๆเช่นทางขึ้นเนินที่ค่อนข้างชัน หรือต้องการการหน่วงความเร็วของรถเอาไว้เช่นในขณะที่ขับรถลงเนินเขา(ENGINE BRAKE) หรือวิ่งบนเส้นทางที่คดเคี้ยว ลาดชันมากๆ ห้ามใช้ตำแหน่งเกียร์ 2 ในขณะที่ท่านขับรถด้วยความเร็วสูง เพราะจะทำให้เครื่องยนต์ใช้รอบเครื่องสูงตามไปด้วย จนเกินขีดจำกัดและก่อให้เกิดความเสียหาย และอาจลื่นไถลเนื่องจากเกิดแรงบิดมหาศาลมากระทำที่ล้อ ทำให้รถเสียการทรงตัวได้ครับ
6) ไม่ควรขับลากเกียร์ โดยทั่วไปการขับรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ ตำแหน่งเกียร์จะอยู่ที่ (D) ระบบสมองกลที่ควบคุมเกียร์จะทำการสั่งงานให้ปรับเปลี่ยนเกียรให้ขึ้นลงตาม ความเหมาะสมและความเร็วของรถอยู่ตลอดเวลา บางท่านรู้มากใช้วิธีเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์โดยการเลื่อนคันเกียร์ขึ้นลงเองใน ขณะที่รอบเครื่องทำงานสูงสุดเพียงเพื่อหวังผลทางด้านอัตราเร่งแต่จะมีผลทำ ให้ผ้าคลัทช์ และระบบทอกค์คอนเวอร์เตอร์เกิดการสึกหรอเสียหาย และทำให้มีอายุการใช้งานของเกียร์อัตโนมัติสั้นลง
7) ไม่ขับแบบเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำเอง(คิกดาวน์)บ่อยๆ  การขับในตำแหน่ง (D)ระบบสมองกลควบคุมเกียร์จะทำการคำนวนค่าของแรงต่างๆและปรับเปลี่ยนตำแหน่ง เกียร์ตามความเร็วของรถในขณะนั้นตลอดเวลาอยู่แล้ว การกดคันเร่งเพื่อเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำหรือที่เรียกว่าคิกดาวน์ ไม่ควรทำบ่อยครั้ง หรือทำเท่าที่จำเป็นในการเร่งแซงให้พ้นเท่านั้น ถ้าท่านทำบ่อยๆ ผ้าคลัทช์ของเกียร์จะทำงานหนักและสึกหรอเร็วมากขึ้นครับ
ควรมีสายพ่วงแบตตารี่ติดท้ายรถไว้ตลอดเวลา เนื่องจากรถยนต์เกียร์อัตโนมัติไม่สามารถเข็นด้วยความเร็วต่ำแล้วกระตุ กสตารท์ให้ติดเครื่องยนต์ได้เหมือนรถยนต์เกียร์ธรรมดา การเข็นรถเกียร์อัตโนมัติแล้วใช้วิธีกระตุกสตารท์ ต้องใช้ความเร็วอย่างน้อย 20กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเข็นด้วยแรงคนเป็นไปได้ยาก และยังเสี่ยงกับความเสียหายต่อเกียร์ในขณะที่ทำการเข็นหรือลากอีกด้วย ควรตรวจสอบแบตตารี่ให้มีไฟพอเพียงต่อการสตารท์ทุกครั้งครับ
9) น้ำมันเกียร์อัตโนมัติหัวใจของการหล่อลื่นและยืดอายุการใช้งานของเกียร์รถ ท่านให้ยาวนาน จึงควรเอาใจใส่ตรวจสอบบ่อยๆ การตรวจเช็คระดับน้ำมันเกียร์ให้อยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่าขีดที่ก้านวัด กำหนดหมั่นเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามระยะทางทีแนะนำ ไม่มีเกียร์อัตโนมัติใดไม่ต้องการการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ตลอดอายุการใช้ งานของรถตามที่มีหลายๆบริษัทผู้ผลิตรถยนต์โฆษณาชวนเชื่อให้รถยนต์ของตนดูทน ทานและแข็งแรงตามความเป็นจริงจากสภาพการจราจร อุณภูมิ และสภาพการขับขี่ เกียร์อัตโนมัติทุกยี่ห้อยังต้องการการดูแลแปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ตามระยะ ทางที่ใช้ครับ
10) ตำแหน่งในเกียร์อัตโมติ
P)PARKING-เป็นตำแหน่งเกียร์ที่ใช้จอดในลักษณะเป็นที่เป็นทางไม่จอดขวางทางรถคันอื่นแล้วใส่ตำแหน่งเกียร์นี้ไว้
หรือจอดในทางที่มีลักษณะลาดชัน และใช้ในตำแหน่งสตารท์เครื่องยนต์
R) REVERSE-เป็นตำแหน่งเกียร์ถอยหลัง เหยียบเบรคทุกครั้งที่จะเข้าเกียร์ในตำแหน่งนี้
N) NEUTRAL-เป็นตำแหน่งเกียร์ว่าง ใช้ในการตัดกำลังของเครื่องยนต์ที่ส่งลงมาสู่เกียร์ และใช้เป็นตำแหน่งสตารท์เครื่องยนต์
D) DRIVE-เป็นตำแหน่งเกียร์เดินหน้าและใช้ในการขับขี่ตามปกติ
โดยตำแหน่งเกียร์จะปรับเปลี่ยนเองตามคำสั่งของสมองกลที่ควบคุม
ยกเว้นรถยนต์บางรุ่นที่มีสวิทช์ปรับเปลี่ยนระบบเกียร์และผู้ใช้เปิดสวิทช์เพื่อใช้งานในการปรับตำแหน่งเกียร์ด้วยตัวเอง
2) เป็นตำแหน่งเกียร์เดินหน้า แต่จะมีอยู่แค่ 1 และเกียร์ 2 อยู่ในตำแหน่งนี้
ใช้เพื่อขับขึ้นลงทางที่มีเนินสูงชัน ทางที่คดเคี้ยวไปมา ที่ไม่สามารถใช้ความเร็วสูงได้
1) LOW-เกียร์ในตำแหน่งนี้ มีเพียงเกียร์ 1 เท่านั้น ใช้สำหรับงานหนักที่ต้องการกำลัง หรือรถติดหล่ม หรือทางขึ้น ลงเขาที่ชันมาก

 

 

เทคนิคขับรถเกียร์ออโต้

รวมเทคนิคและวิธีการขับรถเกียร์ออโต้

รวมเทคนิคและวิธีการขับรถเกียร์ออโต้

ปัจุบันการผลิตรถเกียร์ออโต้ออกมาเป็นจำนวนมาก วันนี้ทางทีมงาน ได้นำเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการขับรถเกียร์ออโต้ อย่างถูกต้อง และปลอดภัย ซึ่งตอบสนองความสะดวกสบายในการใช้งานที่สามารถขับขี่จริงได้ ง่าย และไม่ยุ่งยาก ในการเรียนรู้วิธีขับรถเกียร์ออโต้ คุณก็สามารถขับได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ด้วยการออกแบการใช้เกียร์ออโต้ที่ง่าย ทำให้คนที่ขับขี่ระบบเกียร์อัตโนมัติหลายคน ไม่ได้นึกอยากที่จะเรียนรู้วิธีการขับรถเกียร์ออโต้แบบนี้ที่ถูกต้อง ทำให้ผลต่ออัตราประหยัดน้ำมันและการใช้น้ำมันเกียร์ออโต้ที่เพิ่มขึ้น

เทคนิคและวิธีการขับรถเกียร์ออโต้ 

สิ่งแรกที่คุณควรเรียนรู้เอาไว้เริ่มเลย คือ ระบบเกียร์อัตโนมัติจะทำการขึ้นเกียร์หรือลด อัตราทดเองเมื่อผู้ขับขี่ลดอัตราเร่งน้อยลง โปรแกรมเกียร์ที่ทำออกมาตอบสนองการใช้เกียร์ออโต้ขณะขับขี่ที่เป็นสิ่งที่หลาย คนมองข้ามไป

โปรแกรมเกียร์นั้นคือตำแหน่งที่บอกถึงลักษณะการใช้งาน เกียร์ออร์โต้  ที่มี P R N D 3 2 และ L ซึ่งอาจแตกต่างไปบ้างตามการเรียกของแต่ละยี่ห้อรถยนต์ โดยมากจะมีลักษณะวิธีใช้เกียร์ออโต้เดียวกัน แต่ด้วยการมองข้าม ทำให้หลายคนคิดว่าแค่ปรับเดินหน้าถอยหลังได้ ก็น่าจะเพียงพอแล้วไม่ใช่

การใช้เกียร์ออโต้ และ โปรแกรมเกียร์ เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

ความจริงแล้วแค่ทำให้รถเดินหน้าถอยหลังนั้น ถือว่าเป็นเพียงข้อพื้นฐานมากของการเลือกใช้รถเกียร์ออโต้ เพราะโปรแกรมเกียร์ที่ใส่มาให้มากมายนั้นถือว่าเป็นของที่มีประโยชน์ที่ต้อง ใช้ให้ถูกตามสถานการณ์การการขับขี่ด้วย

โดยมาก เทคนิคและวิธีการการขับรถเกียร์ออโต้ ที่หลายคนมองข้ามไปนั้น คงไม่พ้น 2 และ L ซึ่ง บางคนซื้อรถมาแทบไม่ได้ใช้งานเลยก็เป็นไปได้ ทั้งที่ตำแหน่งเกียร์ทั้ง 2 นี้ล้วนมีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังมองรถเกียร์อัตโนมัติในการใช้งานในเขตเมือง

ตามปกติแล้วการใช้งานระบบเกียร์ออโต้นั้น ตำแหน่ง L จะแทนการใช้ตำแหน่งเกียร์ 1 เท่า นั้น ทำให้ผลดีในเวลาที่คุณผจญกับสภาวะการจราจรติดขัด และในอีกกรณีที่สำคัญนั้นคือ การขึ้นทางชัน ซึ่งการที่เราเลือกเกียร์ L นั้นจะช่วยให้ง่ายต่อการไต่เนินสูง และยังช่วยในการหน่วง ขณะลงเนิน

สำหรับตำแหน่ง 2 นั้น เป็นการแทนการสับเกียร์ ขึ้ เพียง 2 เกียร์ ตำแหน่งเกียร์ 2  จะมีประโยชน์อย่างมากเมื่อคุณขับรถในซอย ทำให้สามารถหยุดรถยามฉุกเฉินได้ไวกว่าการใช้ตำแหน่ง D ที่จะขึ้นเกียร์ทั้งหมด

วิธีใช้เกียร์ออโต้ Overdrive -Kick Down

การใช้เกียร์ออโต้ Overdrive -Kick Down  คงไม่พ้นเรื่องที่เถียงกันเกี่ยวกับการเร่งแซง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งที่เรียกว่า Over drive ซึ่งจะมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับการลดเกียร์ 1 จังหวะ เมื่อพูดถึงระบบเกียร์ธรรมดา

การใช้เกียร์ออโต้ Overdrive -Kick Down  นั้นหลายคนเข้าใช้ผิดว่า Over drive off คือการทำให้รถวิ่งประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น แต่ความจริงแล้ว การปิดระบบไว้จะเป็นการทำให้รถวิ่งโดยตัดตำแหน่งเกียร์สูงสุดออกไป ซึ่งทำให้รถมีการกินน้ำมันผิดปกติ แต่การเร่งแซงด้วยปุ่ม overdrive นั้นมีข้อดีที่ไม่ต้องกดคันเร่งมากกว่าปกติ ซึ่งทำให้กินน้ำมันมากเกินความจำเป็น แต่ต้องไม่ลืมที่จะกดสวิทช์ออนกลับหลังใช้งานด้วย

 

        การใช้ Kick Down  นั้นจะทำงานเมื่อรถตรวจพบว่า ผู้ขับขี่มีการใช้คันเร่งมากกว่าปกติ โดยมากคือ เมื่อใช้คันเร่งเกิน 70- 80 % ระบบเกียร์ก็เข้ามารับช่วงในการเพิ่มอัตราทดของรถ เพื่อช่วยอัตราเร่งให้ดียิ่งขึ้น และแน่นอนการที่เรากดคันเร่งมาก ย่อมหมายถึงการกินน้ำมันเพิ่มมากยิ่งขึ้น

เมื่อเรามองเปรียบเทียบการใช้เกียร์ออโต้ แล้ว การใช้ระบบ Overdrive จะให้ประสิทธิผลในการแซงที่ดีกว่าและกินน้ำมันน้อยกว่า เมื่อเทียบกับการ kick Down ที่จะต้องกดคันเร่งลงไปในระดับหนึ่งก่อนที่ระบบเกียร์จะตอบสนองต่อการขับขี่ ของเรา

 เทคนิคการขับรถเกียร์ออโต้ Walking Speed

ข้อดีอย่างหนึ่งของระบบเกียร์อัตโนมัตินั้น คงไม่พ้นเมื่อเราแตะเบรคแล้วก็ปล่อย รถจะสามารถเคลื่อนตัวได้เองโดยที่เราไม่ต้องกดคันเร่งช่วยเลย

หลายคนมักจะคิดว่าเมื่อเราปล่อยเบรคต้องเดินคันเร่งเพื่อทำให้รถไปข้าง หน้า แต่ถ้าหากคุณตกอยู่ในสภาวะการจราจรหยุดนิ่งสลับเคลื่อนตัวช้า การปล่อยเบรคให้รถไหลไปข้างหน้าเรื่อยๆ แล้วแตะเมื่อต้องการหยุด โดยไม่ต้องเดินคันเร่งนั้น จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้นและประหยัดน้ำมันเกียร์ออโต้ไปด้วย

วิธีขับเกียร์ออโต้ตอนจอดหยุดนิ่งนาน..ต้องเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ออโต้

วิธีการนี้เป็นหนึ่งคำถามที่เถียงกันไม่รู้จบ โดยเฉพาะหลายคนที่ขับรถในเมืองที่สงสัยว่า เมื่อรถติดหยุดนิ่งหรือติดไฟแดงจะต้องปลดตำแหน่งการใช้เกียร์ออโต้สลับเป็น N >>D หรือไม่

มีคนจำนวนมากคิดว่า นี่ไม่ใช่เรื่องสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อยามรถติด เพราะอีกเดี๋ยวรถก็ขยับ และคิดว่าไม่มีผลเสียจะเกิดขึ้น แต่ความจริงแล้ว การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ D >>>N ช่วยในการประหยัดน้ำมันด้วยส่วนหนึ่ง เพราะรอบเครื่องจะมีการเดินรอบลดลงเล็กน้อยด้วย ในขณะที่ตัว Torque convertor ในชุดเกียร์ถูกถอนไม่ส่งกำลัง ซึ่งการที่เราใส่ตำแหน่ง N ทุกครั้งที่รถติด หรือหยุดนิ่งเกิน 1 นาที นั้นนอกจากจะช่วยเรื่องประหยัดแล้ว ยังช่วยในเรื่องค่าบำรุงรักษาระบบเกียร์ที่ยืดอายุการใช้งานของเบรคในระบบ เกียร์ และคลัทช์ในตัว torque convertor ด้วย

 

 

เริ่มขับรถเกียร์ออโต้

ขับรถเกียร์อัตโนมัติ มือใหม่-มือเก่า ต้องระวังอะไร?



จากอุบัติเหตุรถตกตึก-คนตาย!
    

              จากเนื้อหาของข่าวอุบัติเหตุเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ช่วงหัวค่ำมีอุบัติเหตุรถพลัดตกจากลานจอดของอาคาร รสา ทาวเวอร์ ซอยพหลโยธิน 19 จตุจักร กรุงเทพฯ เป็นรถเชฟโรเลต ครูซ เกียร์อัตโนมัติ สีขาว ทะเบียนป้ายแดง ในสภาพหลังคายุบลงอย่างมาก ฝั่งคนขับพบผู้เสียชีวิต ลำคอเกยอยู่ที่พวงมาลัย คอหัก มีเลือดออกทางปากและจมูกจำนวนมาก พร้อมแท่นปูนและเศษกระจกที่ตกลงมา ห่างจากตึกประมาณ 10 เมตร


              ตามกระแสสังคมที่หลากหลาย บ้างก็ว่าขับรถไม่ชำนาญ, ตึกไม่แข็งแรงพอ หรือรถไม่ดี?


              ไทยไดรฟ์เวอร์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสืบสวนใดๆ แต่ในฐานะสื่อมวลชนวงการรถ จึงอยากนำเสนอบทความ ขับรถเกียร์ออโต มือใหม่-มือเก่า ต้องระวังอะไร? สืบเนื่องจากอุบัติเหตุรถตกตึก-คนตายครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการขับรถมากขึ้น



              คนทั่วไปไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสืบสวน และไม่ควรวิจารณ์ว่าผู้ขับพลั้งพลาดอย่างไร หรือขับรถเก่งไหม เพราะไม่ทราบข้อเท็จจริง เนื่องจากผู้ขับเสียชีวิตไปแล้ว


              ด้านอาคารก็อาจเป็นปัญหา เพราะพื้นที่อาคารจอดรถ ไม่น่าทำความเร็วได้สูงมาก และกำแพงก็ควรมีความแข็งแรงพอ หากชนน่าจะโย้หรือร้าวและหยุดรถได้ ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องน่าจะตรวจสอบเรื่องมาตรฐานการก่อสร้างกำแพงด้วย


              ส่วนเรื่องการขับรถเกียร์ออโตเมติก (ออโต) หรืออัตโนมัติ จริงๆ แล้วต้องทำเป็นบทความยาว แต่เมื่อต้องเจาะประเด็น เพราะพื้นที่คอลัมน์จำกัด จึงสรุปสั้นๆ แบบได้ประโยชน์ว่า...


              การขับรถเกียร์ออโต พื้นฐานแรกควรใส่รองเท้าที่หัวไม่บาน ไม่เทอะทะ เพื่อความคล่องแคล่วในการขยับเท้า เพราะเท้าขวาต้องสลับระหว่างเบรกกับคันเร่งบ่อย และต้องไม่เหยียบผิดแป้น สำคัญมาก โดยผู้ขับต้องไม่หลงแป้น เช่น ตั้งใจเหยียบเบรก แต่กลายเป็นคันเร่ง! ทั้งเผลอเองหรือเพราะรองเท้าที่ไม่เหมาะสมเป็นต้นเหตุร่วมกัน สรุปทั้งคนและรองเท้าต้องไม่เป็นต้นเหตุการกดแป้นเบรกกับคันเร่งผิด ตั้งใจเบรก แต่กลายเป็นกดคันเร่ง...อันตรายมาก!



              การจอดรถแล้วไม่ดับเครื่องยนต์ โดยไม่มีผู้ขับ เช่น ลงไปซื้อของ, เปิดประตูบ้าน ฯลฯ ควรเข้าเกียร์ P และดึงเบรกมือ ไม่ใช่เกียร์ N และดึงเบรกมือ เพราะเกียร์ N เป็นเกียร์ว่างก็จริง แต่อยู่ติดกับตำแหน่งเกียร์ D-เดินหน้า และไม่มีการล็อกไม่ให้รถไหล ส่วนเกียร์ P นั้นล็อกสนิท และการดึงเบรกมือร่วมกับเกียร์ P ก็เพิ่มความปลอดภัยขึ้นอีกระดับ


              อย่าหลงเกียร์ ตั้งใจเข้าเกียร์ใด ต้องแน่ใจและเข้าเกียร์นั้นจริงๆ อย่างตรงล็อก


              ใต้แป้นเบรก-คันเร่ง ต้องโล่ง พื้นด้านผู้ขับต้องโปร่ง ระวัง...ขวดน้ำ รองเท้า (บางคนถอดรองเท้าขับรถ ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ดี) หากกลิ้งหรือไหลเข้าไปอยู่ใต้แป้นเบรก ก็คงนึกภาพต่อเองได้ว่าจะเป็นอย่างไร? และแม้พื้นโล่ง แต่บนคอนโซลเกียร์หรือบริเวณใกล้เคียง ก็ต้องไม่วางสิ่งของที่อาจกระเด็นไปใต้แป้นเบรก เรื่องขวดน้ำ รองเท้าส้นสูงกับการเข้าไปอยู่ใต้แป้นเบรกนี้ เป็นเรื่องที่หลายคนละเลยและเกิดขึ้นในชีวิตจริง



              จริงๆ วิธีขับรถเกียร์อัตโนมัติอย่างปลอดภัยมียาวกว่านี้ แต่พื้นที่คอลัมน์จำกัด จึงขอสรุปสั้นๆ ว่า ควรใส่รองเท้าที่เหมาะสมขับรถ ไม่หลงแป้นเบรก-คันเร่ง จอดรถติดเครื่องยนต์โดยไม่มีคนขับ ควรเข้าเกียร์ P+เบรกมือ อย่าหลงเกียร์ เข้าให้ถูกตำแหน่ง พร้อมตรงกับที่ตั้งใจและตรงล็อก รวมถึงระวังขวด-รองเท้าหรืออื่นๆ เข้าไปติดใต้แป้นเบรก

 

Link  
http://newcartechthai.blogspot.com
http://ruesonews.com
http://www.siamsport.co.th/

พิมพ์จาก : http://truepanya.muslimthaipost.com/main/index.php?page=sub&category=91&id=20993
วันที่ : 24 เมษายน 57 2:32:38
สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ http://www.muslimthaipost.com